Vanilla's profileVanilla Day Dream~*PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
September 14 Missing You Now~*ท้องฟ้ากว้างสลับลาย ปรายน้ำสลับสี ราวกับมีใครมาสรรค์สร้างไว้ หาดทรายก็ดูยืดยาวออกไป โค้งตัวโอบกอดทะเลไว้ไม่ห่างกัน เสียงคลื่นกำลังซัดสาด สายลมกำลังพัดผ่าน แสงแดดสาดส่องมากระทบกาย ชั้นคิดถึงเธอจัง . . . การที่คนสองคนได้พบกันและรักกัน ท่ามกลางผู้คนมากมาย ท่ามกลางหมู่ดาวน้อยใหญ่ที่พร่างพราวสุกสกาวอยู่บนฟ้า อยู่ห่างไกลออกไปจากโลกใบนี้ และไกลจนเกินจะเอื้อมถึงกัน เราโชคดีแค่ไหนที่เราได้มาพบกัน ท่ามกลางดวงดาวนับล้าน อยากจะขอบคุณเรื่องราวและเหตุการณ์ทุกอย่าง ที่พาเราทั้งคู่มาพบกันในวันนั้น มันช่างแสนมหัศจรรย์ . . . อยากให้เธอได้รู้ว่าตอนนี้ชั้นคิดถึงเธอมากมายแค่ไหน ถึงจะหวั่นใจว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าทุกๆอย่าง อาจจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เราอาจไม่คาดคิด แต่ที่รู้ดีตอนนี้ก็คือ คิดถึงเธอ และรักเธอ มากขึ้น ทุกที ทุกที . . . ละสายตาจากดวงดาวบนฟากฟ้า หึงห้อยมากมายลองลอยอยู่ในความมืด มีแต่เพียงชั้นกับความเงีียบงันยามค่ำคืน อยากรู้จังว่าตอนนี้เธอเป็นเช่นไร . . . "แสงของหิ่งห้อยนั้นไม่อาจมองเห็น ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าของดวงตะวัน" "และอาจไม่ทันจะสังเกตเห็น ยามเมื่อเหม่อมองไปไกลยังดวงดาวบนฟ้า" "ก็คงเหมือนกับความรักที่ยากจะมองเห็น ท่ามกลางเรื่องราวมากมายในชีวิตที่เราเฝ้ามอง" ตลอดเวลาที่ห่างกัน 18-22สิงหา52 September 07 I Think Of yOu~*คิดว่าได้เจอ.. ได้เจอใครสักคน... ใครสักคนที่ทำให้อยากมีชีวิต.... มีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้..... ในโลกใบนี้ที่ไม่เคยสนและใส่ใจ... น่าแปลกใจว่าที่ผ่านมา เราทิ้งเรื่องราวบนโลกไปตั้งมากมาย โดยที่ไม่มีใครสงสัย คนทั่วไปคงมองเราเป็นแค่คนไม่เอาไหน ที่ไม่เคยตั้งใจทำอะไร ไม่เข้าใจอะไรซักอย่าง หลายอย่างที่มีคนบอกคนกล่าวมันก็ดูไม่หนักแน่น เพราะเรามองข้ามไปไกลกว่านั้นแล้ว เค้าคงไม่รู้ว่าเราเรียนรู้โลกจากทุกอย่าง จนพร้อมจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจอะไร ถ้าไม่ต้องมีภาระอะไรจะให้ทำงานใช้แรงงานหากินไปวันๆก็ยังไหว ชีวิตมันไม่ได้ยากเย็นอะไร การใช้ชีวิตอยู่บนโลกของคนทั่วไปนี่มันลำบากยากเย็น สำหรับคนผิดปกติคนนี้จริงๆ แต่พอได้เจอเธอ ชั้นก็อยากจะกลายเป็นคนที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ อยากกลับไปมีชีวิตคล้ายๆคนทั่วไป อยากเป็นใครสักคนที่เธอจะพึงพาได้ อยากเป็นให้มากกว่าที่เคยเป็น อยากจะทำได้มากกว่าที่เคยทำ อยากเป็นใครสักคนที่เธอฝากชีวิตไว้ด้วยได้ ไม่ใช่แค่ใครสักคนที่ทำได้ แค่คุยเล่นแก้เหงา ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้มากมายขนาดนั้น ชั้นเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ถ้าเป็นเธอชั้นคงไม่ต้องมองหาใครอื่น และลืมทุกคนที่เคยผ่าน ถ้าทุกเช้าที่ตื่นลืมตามีเธออยู่เคียงข้างกัน วันแแต่ละวันคงมีความหมายมากกว่าที่เคย ไม่เคยเลยจะคิดไม่เคยจะฝันว่าวันนึงจะได้พบเธอ และเผลอชอบเธอไปได้มากมายแบบนี้ รถกำลังวิ่งไกลออกไปทุกที........... โดยที่ชั้นไม่รู้เลยว่าเธอเองคิดยังไง ใยเมฆบางกำลังจางหายไปจากท้องฟ้า.......... อาจเป็นชั้นเองที่เผลอคิดไปไกล อาจเป็นชั้นเองคนเดียว......... ที่อยากจะมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้ที่มีเธอ ระหว่างทาง 9 สิงหา 52 September 06 Before I fall in love~*อาจเพราะโลกใบนี้ กล้ม กลม แถมแรงดึงดูดยังพาทุกอย่างเข้าหากัน เรื่องบังเอิญจึงเกิดขึ้นทุกวัน เราแทบไม่รู้เลยจริงๆว่าพรุ้งนี้จะเกิดอะไรขึ้น มีก็เพียงกำหนดการที่ว่างไว้อยางคราวๆ และยังไม่แน่นอนอะไร ใครจะไปรู้ว่าแฟนของเพื่อนจะเคยเป็นรุ่นพี่ที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน ใครจะไปรู้ว่าแฟนของรุ่นน้องที่เพิ่งรู้จัก จะเป็นเพื่อนของรุ่นน้องที่สนิทกัน ใครจะไปรู้ว่าจะได้เจอเพื่อนที่เรียนพิเศษด้วยกัน ตอนที่เพื่อนรับปริญญา ถ้ายังรู้สึกว่าบังเอิญไม่พอลองฟังเรื่องถัดไป ไม่รู้ว่าทำไมรุ่นน้องที่นั่งนินทาผมตลอดซัมเมอร์ผ่านมา ดันมานั่งอยู่แถวถัดไปตอนรอรับปริญญา แถมยังมองข้ามทรงผมสุดฮาไปนินทา ว่าที่ผมเคยทำตัวเซอร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น เผื่อกลบเกลื่อนความเป็นเกย์ (555+) ตลอดเวลาที่ผ่านมันบังเอิญรึเปล่าที่ไม่เคยมีใครที่จริงจัง และก็ไม่ได้ทำอะไรให้เหมือนคนทั่วไป และก็ไม่รู้ว่าจะมีวันไหนที่จะเป็นเหมือนใครๆได้ ที่มา ความคิด และเส้นทางที่จะเดินไปแบ่งแยกเรา หากโลกนี้ไร้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าและกฎแห่งกรรมมิได้ดำรงอยู่ เรื่องราวต่างๆก็คงมิอาจหาเหตุผลใดๆได้ มีเพียงแต่เราที่นำพาชีวิตไปตามทางที่เราต้องการ ออกไปค้นหาเรื่องราวต่างๆ ในทางที่ต่างไป และความรักก็คงเป็นอีกเรื่องบังเอิญ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ กับคนที่ไม่เคยเปิดใจ ให้กับใครแม้สักครั้ง แต่คงไม่มีใครรู้เพราะพรุ้งนี้คือวันใหม่ เราอาจจะได้พบกัน และผมอาจจะได้พบเธอ เราอาจจะได้ ทักทายกัน พูดคุยกัน และแบ่งบันเรื่องราวบังเอิญมากมายในชีวิต หนทางข้างหน้าที่ต้องไป ไม่มีใครรู้ หลับตาลง และปลดปล่อยหัวใจ .......................... คลื่นค่อยๆซัดกระทบฝั่ง เมฆขาวเคียงคู่ฟ้าคราม ชะอำและผู้คนมากมาย .................. สิ่งต่างๆเกี่ยวเนื่องกัน สถานที่และวันเวลาที่ยังมาไม่ถึงและไม่เคยบันทึกอยู่ในความทรงจำ .............. แต่กำลังจะมาถึง ต้องขอบคุณความบังเอิญมากมายแค่ไหนที่ทำให้เราจะได้พบกัน .......... และนั่นถือเป็นโชคดี ... ค่ำคืนวันที่ 7 สิงหา 52 March 08 Journey~*เล่าเรื่องเมื่อวันศุกร์ ตื่นมาตอน10โมงแบบงงๆ คงเพราะความร้อน นัดอาจารย์ไว้จะไปช่วยตรวจงาน แต่นอน6โมงเช้า = = กว่าจะทำโน้นทำนี่ ไปถึงก็บ่ายๆแวะโอนเงินอีก ซื้อสตอเบอรี่ปั่นมากินคลายร้อนก่อนเข้าห้องอาจารย์ เจอรุ่นพี่นั่งทำข้อสอบอยู่เลยแอบเข้าไปช่วยทำ อาจารย์เสร็จธุระนั่งคุยกันพักนึงก็บอกว่าไม่ว่าง จะไปงานน้องเอียวที่จุฬาฯกับภาคเค้า แล้วนัดมาทำไมนิ (ความจริงตัวเองมาสายเอง เหอะๆ) ก็เลยตัดสินใจไปงานธรรพวาทิตแบบงงๆ ก็ไม่คิดว่าจะได้ไป ก่อนออกก็เดินแวะไปอีกร้านซื้อกีวี่ปั่นมากินแก้ร้อนระหว่างเดินทาง ขึ้น 522 คนเยอะโคตร เจอหนุ่มน้อยอายุไม่ถึงขวบ เด็กน้อยร้องงอแง แต่ก็ไม่มีใครลุกให้นั่ง พ่อเด็กก็เลยนั่งแถวๆคนขับ เพื่อจะได้อุ้มได้ถนัด ลงรถที่อนุสาวรีย์ ลงมาเจอคนเยอะๆ ก็หลอนๆหลงๆ เป็นอาการเดิมๆ ของคนไม่ค่อยได้ไปไหน มันเป็นโรคเก่าเก็บสมัยเด็กๆ ที่กลัวสายตาผู้คน พอนั่งรถไฟฟ้ามาลงสยามก็พอเข้าใจ ว่ามันเป็นอาการจากการถือสันโดดมากเกินไป อาจเพราะความเป็นคนรับรู้อะไรดีเกินไป เวลามีอะไรเข้ามามากเกินไป มันทำให้ปวดหัว ความจริงก็ไม่ค่อยได้พาตัวเองไปไหนซักเท่าไร วันนี้ก็เดินทางมาแบบมึนๆ โดยที่จำไม่ได้ว่างานจัดตรงไหนอีกต่างหาก แต่ว่าเวลาเหลืออีกตั้งครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องรีบ ลองโทรไปถามคุณน้องเอียวก็ไม่รับสาย คงเตรียมตัวอยู่ เลยโทรถามคุณเพื่อนที่ร่ำเรียนอยู่ที่นี่ ทราบจุดหมายที่ต้องไป บอกตามตรงว่าเข้าใกล้จุฬาฯมากที่สุด ก็ตรงศูนย์หนังสือจุฬาฯฝั่งสยาม กะเคยไปตรงคณะสถาปัตย์ทีนึง วันนี้ก็เข้าไปศูนย์หนังสือ เดินตามที่เพื่อนบอกซึ่งดูเหมือนจะผิด เริ่มจากทันตฯตรงทางเข้าเลี้ยวซ้ายผ่านสัตว์แพทย์ ไม่เหมือนที่บอกมาเลยถามลุงยามทีนึง เดินต่อออกไปริมถนน เดินผ่านเตรียมอุดมฯ ถึงทางเข้าตรงอักษรฯ ถามพี่วินฯหาหอประชุมใหญ่ ตึกอักษรฯสวยดีอะ เดินทะลุตึกอักษรฯก็เจอหอประชุมใหญ่ ถึงราวๆหกโมงพอดี การแสดงดีเลย์นิดหน่อย ชอบคอนเซ็ปงานนะ ดีมากเลย อธิบายให้คนที่ไม่รู้เข้าใจด้วย ตอนงานจบว่าจะเข้าไปทักทายน้องเอียวซะหน่อย พอเห็นคนมีความสุขแล้วสบายใจก็เลยไม่ได้ไปทักทาย ยินดีด้วยนะจ้ะ นั่งดูต่ออีกซักพักก็เดินออกมา ใช้การคำนวณในหัวหาทางที่ใกล้ที่สุด แล้วเดินตรงข้ามกับตอนที่เข้ามา ผ่านศิลปศาสตร์กะถาปัดมั้งมืดๆมองไม่ค่อยเห็น ออกมาเดินเรียบริมรั้วไปขึ้นรถตู้ฝั่งตรงข้ามมาบุญครองกลับบ้าน ปวดสไปนอลคอร์ดมาก สงสัยจะเดินเยอะเกินไป เวลาไม่เร่งรีบอะไร ชอบเดินไปเรื่อยๆสบายใจดี แต่วันนี้เดินมากไป +.+ ลงงามวงศ์วานแวะกินรสหนึ่งลูกชิ้นปลา ที่ไม่เคยไปกินอีกนั่นแหละ ซัดไปสองชามเพราะตอนกลางวันกินแต่น้ำปั่น กลับบ้านมานั่งเล่นเกมส์ยันเช้า ดูเหมือนที่เล่ามาหาสาระไม่ได้เลย แต่ว่าลองสรุปมันซะหน่อย ไม่รู้ทางที่จะไปไม่เป็นไร หนทางยังมีให้เดินมากมาย แต่ถ้าหลงลืมจุดหมาย ไม่ว่าวันไหนก็คงไปไม่ถึง February 28 Return Of The King
โดย Kang Zeng Bang มีกำหนดจบที่เล่ม 27 เท่านั้นเองครับ
February 09 Random Songs~*RULES: 1. Put your iTunes, Windows Media Player, etc. on shuffle. 2. For each question, press the next button to get your answer. 3. YOU MUST WRITE THAT SONG NAME DOWN NO MATTER HOW SILLY IT SOUNDS. 4. Tag 10 friends. 5. Everyone tagged as to do the same thing. 6. Have Fun! IF SOMEONE SAYS 'ARE YOU OKAY' YOU SAY?
You Don't Know Me - Susan Wong (เออ = =) HOW WOULD YOU DESCRIBE YOURSELF?
You're not here - Melissa Williamson (อะนะ ออกแนว I see dead people) WHAT DO YOU LIKE IN A GUY/GIRL?
Lost Cause - Akira Yamaoka (เห้ย ไร วะ) HOW DO YOU FEEL TODAY?
ริมหาด - ชะเอม (สงสัยอารมณ์อยากพักผ่อนวันหยุด) WHAT IS YOUR LIFE'S PURPOSE?
ปีศาจวสันต์ - อรวรรณ เย็นพูนสุข (เป็นปิศาจซะงั้น) WHAT'S YOUR MOTTO?
Free Things For Poor People - Infadels (สังคมสงเคราะห์เร้อ) WHAT DO YOUR FRIENDS THINK OF YOU?
Just Walking In The Rain - Johnnie Ray (ดูท่าทางชีวิตจารันทดมาก) WHAT DO YOUR PARENTS THINK OF YOU?
Round & Round (Switch Remix) - Body Rockers (คงปวดหัวน่าดู หมุนไปหมุนมา -*-) WHAT DO YOU THINK ABOUT VERY OFTEN?
I Would Never.. - Mocca (ฉันจะไม่ ทำอะไรทั้งนั้น 555) WHAT IS 2 + 2?
Help Me Through The Day - John Mayall & The Bluesbreakers (2+2 แม่งโคตรเศร้าเลย - -*) WHAT DO YOU THINK OF YOUR BEST FRIENDS?
ลาวดวงเดือน - อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี (บอกเพื่อน อ้ายลาว) WHAT IS YOUR LIFE STORY?
Sun - Silent Hill 3 (มันไม่ใช่เพลงด้วยซ้ำ ชีวิตช่างอลังการแท้ +.+) WHAT DO YOU WANT TO BE WHEN YOU GROW UP?
To Know You Is To Love You - Bobby Vinton (ตามหาใครซักคนว่างั้น) WHAT DO YOU THINK WHEN YOU SEE THE PERSON YOU LIKE?
ลาภูพิงค์ - เยื่อไม้ (เง้อออออออ) WHAT WILL YOU DANCE TO AT YOUR WEDDING?
Thunder On The Mountain - Bob Dylan (โอ้ว โห้ แหะ) WHAT WILL THEY PLAY AT YOUR FUNERAL?
วิมานดิน - Grammy Music Box Vol.4 (T_Tแอบเข้ากะงานอีก) WHAT IS YOUR HOBBY/INTEREST??
บ้านเรา - เสียงใครก็ไม่รู้แต่ไม่ใช่ลุงสุเทพ (อยู่แต่บ้านละมั้งนี่ ที่ไหนก็ไม่สบายเท่าบ้านเนอะ) WHAT IS YOUR BIGGEST FEAR??
ศึกในอก - เยื่อไม้ (เหอะๆๆๆๆๆๆๆๆ รู้ดีจริงๆ -*-) WHAT IS YOUR BIGGEST SECRET?
Fascination - Alphabeat (ความลับที่น่าหลงใหล) WHAT DO YOU WANT RIGHT NOW?
ชมทุ่ง - เพลิน พรหมแดน (เหมือนจะอยากไปเดินเล่น) WHAT DO YOU THINK OF YOUR FRIENDS?
รักข้ามขอบฟ้า - พิว โชติรส วิบูลย์ลาภ OST.KTC (รักเพื่อนมากไปปะเนี่ย) WHAT WILL YOU POST THIS AS?
ผีเสื้อ - ชรัส เฟื่องอารมย์ (วันไหนเป็นผีเสื้อค่อยโพสเร้อ = =) ที่จริงไม่ค่อยชอบ tag ใครเท่าไร แต่ว่าอยากรู้ว่าฟังเพลงแนวไหนกัน ลองเล่นขำๆและกันนะ Strange Loop Poo le temps qui reste Borvorn Suntornpoch tean tira ร่มคันเดียว ลุ่มแม่น้ำโขง Odalisque Freddie Ljungdurst 「POP」 ♫ hudkung - Who am i ... Miss Sally B. ขอเกินมาคนนึง ว่างก็เล่น ไม่ว่างก็ไม่ต้องเล่น อยากเล่นก็เล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่ต้องเล่น ตามสบายเลย วู้ ร้อนโว้ยยยยยยยยยยยยย February 08 Sit Here All Aloneแต๊ะเอีย เปลี่ยนเป็น เสื้อยืด หนังสือม้า สตอเบอรี่ปั่น และตั๋วหนังกะทิบูด วันสุดท้าย รอบสุดท้าย นั่งรอหน้าโรงไม่มีใคร อ่านหนังสือจากห้องสมุด จินตนาการไปไกลลิบลับ 山田長政 Κωνσταντίνος Γεράκης Maria Guyomar de Pinha Jeremias van Vliet Simon de la Loubère เวลาผ่านไปไม่มีใครอื่น พนักงานก็มองแปลกๆ ได้เวลา ยื่นตั๋ว ฉีกตั๋ว เดินลิ่วผ่านไปไม่ตรวจอะไรทั้งสิ้น นั่งลงอย่างสบายใจ วางของไว้เบาะข้างๆ ขยับไปกลางจออีกนิด ตอนซื้อพนักงานเข้าใจผิด นั่งก็รักในหลวงได้ นั่งอยู่คนเดียวในความมืด ปล่อยตัว ปล่อยใจ สบาย ผ่อนคลาย นั่งดูหนังในโรงที่ไม่มีแม้แต่พนักงานเข้ามา นั่งยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ เหยียดขา เอนหลัง เรื่องราวจบลง ทุกคนเต้นกันอย่างมีความสุข พนักงานเดินมาเปิดประตูทางออก แล้วตะโกนตรงมาเพื่อให้รับรู้ ตัวละครยังคงเต้นอยู่ อยากดูให้จบแต่เกรงใจพนักงาน จำใจเดินไปที่ทางออก ได้รับการไหว้และขอบคุณอย่างไม่จริงใจ ออกมาสู่โลกความจริง แสงสว่าง ทางเดินที่ไม่มีใครอื่น หลายคนอาจจะ ไม่ชื่นชอบและไม่คุ้นเคย กับการอยู่เพียงลำพัง หลายคนจำเป็นต้องมีใครๆอยู่ด้วยตลอดเวลา แต่ มีบางเวลา ที่เราต้องอยู่โดยไม่มีผู้ใด มีบางสถานที่ ที่เราต้องไปแค่คนเดียว มีบางภาวะ ที่เราผ่านมันไปได้ด้วยตัวเองเท่านั้น ถ้าไม่คุณทำตัวให้พร้อมรับมัน การอยู่โดดเดี่ยวจะทำร้ายคุณ February 04 Gamblingหลายคนคงเคยเล่นการพนัน ผมรู้จักและคุ้นเคยกับมันดี การพนันที่ผมชอบมากที่สุดก็คือไพ่ ผมเล่นไพ่ส่วนใหญ่เป็นตั้งแต่เด็ก ไพ่ที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ Poker มันใช้ทั้งโชค ความคิด และเล่ห์เหลี่ยม มันเป็นเกมส์ที่ดุเดือดเผ็ดมันส์ เป้าหมายปัจจุบันสำหรับการเล่นของผม นอกจากเล่นเพื่อความสนุกแล้ว คือ Royal Straight Flush ไพ่ชุดที่เฝ้ารอและอยากจะได้สักครั้ง ถึงมันจะออกยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ "สิ่งที่เป็นไปไม่ได้คือหนึ่งในความเป็นไปได้" เชื่อเถอะ
แล้วว่างๆมาเล่น Poker กัน ... ผมเบื่อคนไทยที่ชอบโกหกตัวเองว่าเป็นเมืองพุทธ แล้วบอกว่าต้องไม่มีการพนันและการขายบริการทางเพศ ทั้งที่รู้ว่าความจริงมันมีอยู่ และไม่สามารถห้ามได้เลย ต้องการภาพพจน์ดีๆ ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่โกหกตัวเอง ก็เข้าใจว่ามิติปัญหามันซับซ้อนแก้ไขไม่ได้ง่าย หรืออาจไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยก็ทำมันให้ถูกต้องได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ถึงที่สุด การบริหารประเทศนั้นไม่ใช่ศาสนา แต่ก็ต้องพึ่งพากันและกัน ผมพูดตามตรงหน้าที่ของศาสนาต่อสังคมคือการขัดเกลาจิตใจผู้คน แต่เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องใช้กฏหมายเข้าควบคุม แต่ดูเหมือนคนไทยรับไม่ได้ หลายคนที่หมดเนื้อหมดตัวเป็นหนี้เป็นสินเพราะการพนัน บางคนเสียมากกว่านั้น เสียหมดทั้งชีวิต ถามว่าทำไม ก็เพราะเล่นมันมากไป ถ้าเล่นนิดๆหน่อยๆเผื่อจะมีโชคก็ว่ากันไป แต่ถึงอย่างนั้นหวยก็สำคัญกับประเทศไทย พอๆกับที่สนามม้าสำคัญกับฮ่องกง เพราะมันเป็นความหวังให้ผู้คน ยอมรับเถอะบางครั้งเราก็หวังพึ่งโชค
การวางเดิมพันด้วยอะไรบางอย่าง หมายความว่าคุณพร้อมที่จะสูญเสียมันไป ไม่ใช่เพียงมองผลตอบแทนที่คิดว่าจะได้รับ ถ้าคุณมองแค่นั้นคุณก็เป็นได้แค่นักพนันชั้นเลว จำเอาไว้ ชีวิตนั้นก็ไม่ต่างจากการพนัน January 29 Kaset Fair
เอาเพลงนี้มาฝากครับ ผมชอบมากเลยแหละเพราะดี จะเกษตรแฟร์อีกแล้วนะครับ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม - 7 กุมภาพันธ์2552 วันนี้เริ่มตั้งร้านกันแล้ว ต้นไม้งามมากขอบอก ปีนี้งานจะมีสเกลค่อนข้างใหญ่เพราะมีงานเกษตรแห่งชาติด้วย ลองมาดูประวัติงานเกษตรแห่งชาติสักนิดละกัน เมื่อปีพ.ศ. 2491 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ขณะนั้น ได้ร่วมกันจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่3 มกราคม พ.ศ. 2491 โดยความคิดริเริ่มของอดีตอธิการบดี คือ อาจารย์คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ใช้ชื่องานในครั้งนั้นว่า “งานตลาดนัดเกษตรกลางบางเขน” มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรไปสู่ประชาชน และที่สำคัญคือ เป็นการเน้นให้บุคคลในอาชีพอื่นได้เห็นความสำคัญของอาชีพการเกษตร ว่าเป็นอาชีพที่ช่วยเสริมสร้างชาติไทยให้อยู่รอดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การจัดงานตลาดนัดเกษตรกลางบางเขน ได้จัดติดต่อกันเรื่อยมา และมีการงดจัดบ้างในบางปี จนถึงปีพ.ศ. 2505 ได้มีการรื้อฟื้นให้จัดงานขึ้นใหม่ โดยสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดให้มีงานลีลาศโต้รุ่ง และในตอนเช้าจัดให้มีตลาดนัดย่อย ๆ ขึ้น เพื่อให้ผู้มาเที่ยวงานได้ซื้อผลิตผลทางการเกษตร ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่งเปลี่ยนชื่องานเป็น “งานวันเกษตรแห่งชาติ” โดยได้รับความสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดงานตลอดมา จนถึงปีพ.ศ. 2528 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติได้พิจารณาเห็นสมควรให้ กระจายการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติไปยังภาคต่าง ๆ ที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่สลับกับส่วนกลาง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปีเว้นปี โดยให้เริ่มตั้งแต่ปี2529 เป็นต้นมา ต่อมาคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติประจำปี2548 มีมติให้หมุนเวียนการจัดงานไปยังมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ที่มีคณะเกษตร โดยเริ่มตั้งแต่ ปี2549 ไปภาคใต้คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปี2550 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปี2551 ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และปีนี้ส่วนกลางคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ข้อมูลจากเวปของมหา'ลัย ใครจะมาแล้วกลัวหลงก็ดูแผนที่งานได้นะจ้ะ จากที่เล่ามานั้นก็คงทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมบางปีงานก็เล็กนิดเดียว ส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาก็คือ โซนนิทรรศการความรู้มากมาย ที่หลายคนไม่คิดจะเดินไปเหยียบซักนิดเดียว ปีนี้มีโซนที่เกี่ยวกับพืชพลังงานที่ดูจะโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ ได้ความรู้ดี โซนประกวดพืชและสัตว์เลี้ยงต่างๆอีกเพียบ ในปีนี้เป็นปีแรกที่จัดประกวดสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ ในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์2552 รวมทั้งจัดแสดงความเป็นอยู่ิ ให้เห็นของจริงตามสภาพใกล้เคียงธรรมชาติอีกด้วย พวกสัตว์แปลกอย่างพวก กิ้งก่า งู เต่า ไรพวกนี้อะครับ น่าดูนะ นอกจากนั้นขอเริ่มที่ของกินก่อนเลย ซึ่งที่จริงแล้วก็อาจจะไม่เกี่ยวกับเกษตรโดยตรง แต่ก็ไม่สนมีคนขายก็มีคนกิน - - เอาไว้กินให้พลังงานในการเดิน ร้านที่ขายอาหารประจำทุกปีก็เช่น บาบีคิวสัตว์แพทย์ ประมงซีฟู้ด และ ร้านวน.ที่ออกแนวเพื่อชีวิต ผมเห็นหมูย่างเมืองตรังมาทุกปีไม่รู้ทำไม และก็ของกินอีกมากมายนับไม่ถ้วน ของคาวหวานเพียบ พูดได้อีกหลายหน้าแต่ว่าอย่าดีกว่า ตลาดนัดชัดๆ โอ้ยหิว สำหรับโซนต้นไม้พืชผลที่น่าจะเป็นหัวใจของงานเลยนะ มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับและพืชผลทางการเกษตรให้เลือกซื้อกันได้ บางปีงานก็กลายเป็นมะขามแฟร์ไปเลยครับใครเคยมาคงพอรู้ - -* ถ้าใครต้องการไม้งามก็ต้องมาแต่วันแรกๆหน่อย แต่ค่อนข้างแพง ไม่สิแพงมากๆๆๆๆๆ แต่ถ้าอยากได้ถูกๆลงมาก็มาเหมาวันหลังๆได้ เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากขนกลับ จากที่เห็นผ่านๆตอนกลับบ้าน เห็นดอกไม้สวยงามมากมาย ชูช่อกันสลอน โซนสัตว์เลี้ยงก็สำคัญไม่แพ้กัน ชอบมากๆ ไม่ซื้อมาเดินดูก็ได้นะ น้องม๋าน้องแมวน่ารักมากมาย หลากหลายพันธุ์แล้วแต่ว่าปีนั้นฮิตอะไรกัน ผมชอบไปเดินดูปลามากที่สุดเลย ปลากัดงามมากๆๆยิ่งปีนี้ประกวดกันที่นี่ด้วย หางนกยูง ปลาทอง ปลาคราฟ หรือปลาพันธุ์แปลกๆ ประกวดจัดตู้ปลาก็สวยดีชอบไปเดินดู ปีนี้ว่าจะซื้อปลามาเลี้ยงซะหน่อย เลิกเลี้ยงไปนานมากแล้ว เมื่อก่อนเอาพวกที่เล้ยงง่ายๆมาเพาะข้ามพันธุ์สนุกมาก แต่เมื่อก่อนไม่ค่อยได้อยู่บ้านสุดท้ายปลาอดตายเรื่อยเลย = = ยังมีโซนย่อยๆที่ไม่โดดเด่นเท่าไร ให้ดูกันอีกหลายอย่างแต่ขี้เกียจเล่า ตลาดนัดอะครับ ตลาดนัดรู้จักไหม *3* ปีไหนที่เป็นเกษตรแห่งชาติด้วยสัตว์เลี้ยงพืชพันธุ์จะดูดีเป็นพิเศษ เพราะพวกที่มาประกวดเค้าก็ถือโอกาสมาขายด้วยเลย ถ้าใครว่างๆไม่รู้จะไปไหน ชอบอากาศร้อนๆ ชอบคนเยอะๆ ก็มาเดินเที่ยวได้ครับ (พูดซะเค้าไม่อยากมาแล้ว) เวลาที่บ้านผมเค้าไปเดินกันกลับมา เค้าจะบอกว่าปีหน้าไม่ไปแล้ว แต่พอถึงช่วงงานเกษตรแฟร์เมื่อไร เค้าก็ถามผมทุกปีว่าจัดวันที่เท่าไร - - ผมเดินงานตั้งแต่จำความได้ แต่ก็มาเดินเรื่อยๆแล้วแต่โอกาส บางปีก็มาเดินหลายรอบ เพราะมาเดินกับหลายคน (เอะยังไงกัน) วันพรุ้งนี้เปิดงานแล้ว ผมต้องไปเรียนแลปก็ว่าจะไปเดินเล่นซะหน่อย วันอังคารก็ไปสอบแลปอีกด้วย เดี่ยวไปเดินอีกรอบ ถ้าใครมาเดินงานก็อาจจะได้เจอผมนะครับเหอะๆ 100บาทๆ 555+ January 13 Unloveable~*ผมว่าผมเองไม่ได้หล่อหรือดูดีอะไร แต่บางครั้งก็มีเรื่องที่ทำให้ผมไม่แน่ใจกับความคิดตัวเอง เวลาที่พวกเธอเดินมากับผู้ชายอีกคนแต่ส่งยิ้มหวานให้ผม ผมก็ไม่รู้ว่ายิ้มนั้นคืออะไรกัน แต่เวลาที่พวกเธอยิ้มให้กับผู้ชายของเธอ ผมก็อยากจะไปแย่งเธอมาครอบครองซะเอง โดยธรรมชาติผมเป็นคนหลายใจ ในแต่ละช่วงเวลาก็มีใครหลายคนอยู่ในความคิดของผม มีหลายครั้ง ผมทำร้ายจิตใจเธอหลายคน ครั้งหนึ่งผมบังเอิญได้เจอกับหนึ่งในเธอเหล่านั้น เธอเฝ้ามองผมอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดจา ผมไม่สามารถบรรยายความรู้สึกนั้นได้ แต่มันทำให้ผมรู้ว่าที่ผมทำมันเลวร้ายมากแค่ไหน หลังจากนั้นมา ผมตั้งกฎเกณฑ์กับตัวเองว่า ผมจะไม่คบกับใครถ้าผมไม่รักเธอ สำหรับผมความรักถือเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง การยอมรับความต้องการของใครอีกคน มากกว่าหรือเท่าเทียมความต้องการของเรา ผมเชื่อในความรักเช่นนั้น แต่ผมไม่คิดว่าผมจะได้เจอมัน สิ่งที่ผมต้องการมากเกินไป มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะรักใครได้แบบนั้น แ่ต่ความรักนั้นจะปลดปล่อยเรา ถ้าคุณรักใครหนึ่งคน คุณจะลดความเป็นตัวเองไปหนึ่งส่วน ถ้าคุณรักใครหลายคน คุณก็ลดตัวคุณไปหลายส่วน ถ้าคุณรักทุกๆคน คุณก็เหลือตัวเองเพียงหนึ่งส่วน ถ้าคุณรักทุกๆสิ่ง แต่ยังเหลือรักให้ตัวเอง คุณก็เหลือตัวเองเพียงครึ่งเดียว ถ้าคุณรักทุกๆสิ่ง โดยไม่ใส่ใจความต้องการของตัวเอง คุณก็เป็นโพธิสัตว์ ถ้าหากคุณเข้าใจทุกสิ่งที่คุณรัก คุณก็จะหยุดรัก ถ้าหากคุณเข้าใจตัวตนของคุณเอง คุณก็จะหยุดการมีตัวตน ทุกคนทำได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนเห็น แต่ไม่อาจแจ้ง คุณว่า คุณรักได้แค่ไหนละ ? ทุกวันนี้ชอบกันก็แค่เปลือก ไม่มีรักมีแต่หลง คนที่ใช่ก็ไม่ชอบ คนที่ชอบก็ไม่ใช่ คนที่ไม่นานๆไปก็อาจใช่ คนที่ใช่นานๆไปก็บอกไม่ ก็ไม่รู้เหมือนกันมันคืออะไร พวกเธอแต่ละคนต่างก็มีสิ่งที่ชวนให้ผมหลงใหล ก็ไม่รู้ว่าวันไหนจะหยุดได้ อาจจะมีสักวันที่ผมจะรักใครซักคนได้จริงๆ เพราะอะไรซักอย่างที่ยังไม่อาจจะรู้ได้ หรืออาจมีใครที่บอกว่าผมดีพอสำหรับเค้า ผมก็จะลองเปิดใจให้เธอดู คงต้องต้องปล่อยให้อนาคตเป็นไปอย่างที่มันต้องเป็น โดยไม่พยายามหลีกเลี่ยงมัน แต่ตอนนี้ผมก็ยังมีความสุขดีกับการอยู่เพียงลำพัง และผมจะไม่เหงาเพียงเพราะเราไม่ใครเคียงข้าง เวลาที่ผมเดินผ่านเธอแต่ละคน ผมจะมองเธอเพียงแค่ครั้งเดียว โดยที่ไม่หันหลังกลับไปมองเธออีก ปล่อยให้เธอเดินผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ ไม่ว่าเธอจะสวยหรือถูกใจผมแค่ไหน เพราะเพียงไม่นานผมก็จะเบื่อเธอเหมือนทุกครั้ง บางทีคนที่ผมทำร้ายจิตใจมากที่สุดก็คือ ตัวผมเองนั่นแหละไม่ใช่ใครอื่น I make myself a heartless boy Just like she said January 05 First is Forever~*หลายปีก่อนผมเอนทรานซ์ติด ที่วิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ในภาควิชาที่เปิดใหม่ได้ไม่นาน โดยที่ตอนแรกผมเลือกมาตามเพื่อนแต่เพื่อนกลับไม่ติด บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างอบอุ่นเลย รุ่นพี่เค้าก็ดูแลน้องๆปีหนึ่งดีมากเลย อาจจะเพราะว่าวิทยาเขตนี้คนยังไม่เยอะมาก ปีหนึ่งนี่แทบจะรู้จักกันหมดทุกคน หอก็เพิ่งสร้างใหม่ โรงอาหารก็เพิ่งเสร็จ ดูทุกๆอย่างมันใหม่ไปหมด ผมเองก็ยังใหม่กับชีวิตอิสระแบบนี้ เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อยไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไร ช่วงนี้เองที่ผมได้เจอเธอ วันนั้นผมกำลังนั่งรอเวลาเข้าเรียนฟิสิกส์ แล้วผมก็เห็นเธอเดินผ่านมา มันเหมือนกับว่าเวลาหยุดเดิน เหมือนมีมนต์สะกดให้ผมจ้องมองเธออยู่อย่างนั้น เธอหยุดและหันมามองทางผม โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเช่นกัน เธอยิ้มกลับมาด้วยความเขิน ผมเลยส่งยิ้มตอบกลับไปให้เธอ เราได้แต่จ้องหน้าและยิ้มให้กันอยู่อย่างนั้น จนผมไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน เหมือนเรากำลังอยู่ในอีกห้วงมิติเวลาที่ไม่ขยับเขยื้อน และไม่มีสิ่งใดอื่น มันจบลงตอนที่เพื่อนผมมันมาลากผมไปเข้าห้องเรียน ผมหันมามองเธออย่างไม่ละสายตา โดยที่ยังไม่ทันจะได้แม้แต่เอ่ยปากพูดอะไรซักคำ หรือถามอะไรเธอซักอย่าง แต่ผมคิดว่าเราคงได้เจอกันอีก เพราะเธอก็แต่งชุดนิสิตที่นี่ พอผมมาลองนึกดูว่า ตัวเองก็รู้จักปีหนึ่งเกือบจะทุกคน นั่นก็หมายความว่าเธอน่าจะเป็นรุ่นพี่ แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อเธอ ถ้าไปถามหาจากใครก็คงไม่ได้ ผมคงต้องรอจนกว่า ผมจะมีโอกาสได้พบกับเธออีกครั้ง ผมก็ได้เฝ้ารอ เวลาผ่านไป พอหมดเทอมแรกผมตัดสินใจที่จะเอนทรานซ์ใหม่ แต่ผมก็ยังคงลงทะเบียนเทอมสอง โดยที่ไม่ได้บอกพ่อแม่ว่าผมวางแผนที่จะย้าย ทั้งที่จริงๆแล้วผมไม่ได้เรียนเลย ผมใช้เวลาอีกหนึ่งเทอมต่อมาเฝ้ารอ รอเพื่อที่จะได้พบเธออีกซักครั้ง อีกเพียงแค่ครั้งดียวก็ยังดี สุดท้ายผมก็ต้องจากที่นั่นมา โดยที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้เจอเธออีกเลย ผมเองก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นยังไงบ้าง ทำอะไรอยู่ หรือรู้สึกยังไง เธอเองก็คงลืมผมไปแล้ว และอาจจะจำช่วงเวลานั้นไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงคิดถึงเธอ ยังคงฝันถึงเธอ และยังคงรักเธอเสมอมา แม้มันนานมาแล้ว นานจนผมแทบจะจำใบหน้าของเธอคนนั้นไม่ได้ แต่ผมยังคงจำช่วงเวลานั้นได้ดี ผมไม่ได้รออีกแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยลืมเธอ ทุกๆอย่างที่เป็นครั้งแรก มันก็เป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน เพราะคงไม่มีอะไรจะมาแทนที่ช่วงเวลาแรกนั้นได้อีก เธอใกล้เคียงสิ่งที่ผมตามหามากที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัส และผมเองก็ยังคงจะเก็บเธอไว้ในใจ ตลอดกาล... ในช่วงชีวิตหนึ่ง คุณอาจจะมีโอกาสได้เจอใครบางคนแค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเค้าคนนั้นกลายเป็นคน คนเดียวที่คุณค้นหามาตลอดและอาจตลอดไป ขออย่าได้เสียใจ เพราะคุณยังโชคดี ที่ครั้งหนึ่งคุณเคยได้พบเจอเค้า ยังมีอีกหลายคนที่อาจต้องค้นหาไปอีกชั่วชีวิต เพียงเพื่อจะพบความว่างเปล่า แค่เพียงครั้งเดียวก็อาจจะมากเกินพอ... December 25 Whispering~*
December 15 Watch~*มีใครคนหนึ่งชอบซื้อนาฬิกาข้อมือมาให้ผม คงเพราะเค้าชอบสะสมนาฬิกาข้อมือมาก ทั้งที่เค้ารู้ว่าผมไม่ชอบใส่ และเลิกใส่มันไปแล้ว ความจริงผมก็เคยใส่นาฬิกาข้อมือเป็นประจำ แต่ผมพบว่ามัน เกะกะ หนัก และไม่จำเป็นเท่าที่ควร ประโยชน์แท้จริงอย่างเดียวของมันคือบอกเวลา แต่คุณก็สามารถรู้เวลาจากแหล่งอื่นๆได้ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ นาฬิกาแขวน หรือโทรศัพท์มือถือ คุณอาจจะถามเวลากับใครสักคนก็ยังทำได้ แถมผมไม่ค่อยจะใส่ใจให้เวลามันมากวนชีวิตสักเท่าไร ปล่อยชีวิตให้มันเลยผ่านไปวันเวลาที่หมุนไป ไม่สนใจ ผมก็เลยเก็บมันไว้เรือนแล้วเรือนเล่า จนมีวันหนึ่ง ผมลองใส่นาฬิกาเรือนนึงที่เค้าซื้อให้ออกไปข้างนอก รู้ไหม ผมทำอะไร ผมได้แต่มองดูเวลาบนหน้าปัด โดยไม่สนใจอะไรอย่างอื่น เฝ้ามองดูเวลาที่กำลังเลยผ่าน และเฝ้าคิดถึงเวลาที่ผ่านมาแล้ว November 29 Nobodyประชาชนกลุ่มหนึ่งได้แสดงให้เห็นถึงพลังที่ต่อต้านอำนาจรัฐ โดยได้พลังนั้นมาจากนำประเทศเป็นตัวประกัน โดยมิได้คำนึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เหลือ สิ่งนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย และผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจย่อยยับ ขาดความเชื่อถือจากนานาประเทศ เกิดสูญญากาศทางอำนาจ ตามมาด้วยสงครามกลางเมืองจากผู้ต่อต้าน ท้ายที่สุดแล้วสภาพความเป็นรัฐเสื่อมถ่อยจนอาจจะไม่มีประเทศไทย มันก็กลายเป็นเพียงแค่การสร้างหายนะ เพื่อจะทำลายตนเองและประเทศของเราในที่สุด ผมเชื่อว่าเจตนาของคนกลุ่มนั้นส่วนใหญ่บริสุทธิ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราแต่ละคนต่างก็เลือกที่จะเชื่อ เชื่อตามความคิดของตนเอง จนเราไม่ยอมจะฟังเหตุผลอะไรซักอย่าง ทั้งที่สิ่งที่เราเชื่ออาจจะผิด อาจจะเป็นแค่คำโกหก หรือเป็นการบิดเบือนความจริง ทุกวันนี้สิ่งที่เรารับรู้ผ่านสื่อ มันก็ไม่ได้จริงแท้ไม่ว่าจะมาจากสื่อฝ่ายไหน กลายเป็นประชาชนที่กลายเป็นเหยื่อจากโฆษณาชวนเชื่อ กลายเป็นประชาชนที่กลายเป็นหมากในเกมส์การเมือง จะบอกว่าสาเหตุจากคนเพียงหนึ่งคนคงไม่ได้ ปมปัญหามันฝั่งอยู่ในสภาพสังคมรอวันเวลาประทุ และอดีตนายกฯทักษิณเป็นเหมือนเชื้อไฟที่จุดชนวนความขัดแย้ง การที่เราตัดสินใครซักคนก็เท่ากับเราตัดสินตนเอง โดยส่วนตัวนะผมเชื่อว่าแรกเริ่มอดีตนายกฯ ก็คงอยากจะรับใช้ประเทศชาติจริงๆ แต่พอมีอำนาจขึ้นจริงๆมันคงยากจะห้ามใจ ถึงเวลาที่คุณมีโอกาสคุณก็อาจจะทำเหมือนเขาก็ได้ ในเรื่องการทุจริตนั้นจะถูกผิดก็อยู่ที่ดุลยพินิจศาล แต่การเปิดโอกาสด้วยการกระจายรายได้สู่ประชาชนระดับล่าง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ต่างหากที่เป็นต้นเหตุของสถานะการณ์ปัจจุบัน เมื่ออยู่ในอำนาจและมองเห็นช่องทางที่พอจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ อดีตนายกฯก็ตัดสินใจทำโดยไม่ทันดูความถูกต้องจนเกิดปัญหาตามมา จากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทั้งหลาย รวมทั้งการศูนย์เสียอำนาจของหลายฝ่าย แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากคนที่ได้ผลประโยชน์คือประชาชนผู้ยากจน ลองมองดูให้ดี พลตรีจำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคเก่าของอดีตนายกฯ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตเพื่อนสนิทของอดีตนายกฯที่ล้มละลายในช่วงการอยู่ในอำนาจ และเคยร้องขอความช่วยเหลือ พรรคประชาธิปปัตย์พรรคการเมืองที่สูญเสียคะแนนเสียง ให้กับพรรคไทยรักไทยเก่า ร่วมถึงอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง ความเกี่ยวข้องที่บอกได้ว่าคือเรื่องจริง สุดท้ายแล้วกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ก็ใช้ช่องโหว่ จากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของอดีตนายกฯ เอามาเป็นข้ออ้างในการรวมมวลชนเพื่อต่อต้าน จนต้องเกิดการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อป้องกันความสูญเสียเลือดเนื้อ มองดูชัดๆมันก็การเมืองล้วนๆมันไม่มีความถูกต้องอยู่ตรงไหนซักที่ จนตอนนี้ทักษิณกลายเป็นคนไร้ประเทศ การกลับมาประเทศบ้านเกิดตัวเองไม่ได้ มันเป็นการลงโทษที่เลวร้ายกว่าการจำคุกอีกนะ แล้วเขาก็ไม่มีอำนาจจะทำอะไรหรือแก้ไขโทษนั้นได้เลย ทั้งทางกฎหมายและสังคม แต่ทักษิณก็ยังคงเป็นข้ออ้างในการประท้วงแบบไร้เหตุผล และไม่ยอมรับฟังคำเจรจา เพื่อจะทำลายประเทศชาติตัวเอง ด้วยการชุมนุมโดยไม่สงบและเต็มไปด้วยความรุนแรง พอๆกับการสลายประชาชนของรัฐบาล รัฐบาลเองก็ไม่ทำตามคำเรียกร้อง อย่างน้อยก็เพื่อความสงบแต่ตัดเงื่อนไขการชุมนุม เมื่อต่างไม่ยอมถอยมันก็หมายความว่า ประเทศแห่งนี้ก็กำลังจะดิ่งลงสู่ห้วงเหวของความสูญสลาย คนที่เหลือก็ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศของตน การปล่อยให้เหตุการณ์นี้ดำเนินไปก็เท่ากับ เราร่วมในการผลักดันให้ประเทศนี้ล้มเหลวลงทีละน้อย หลายคนอาจจะบอกว่าเราไม่ใช่คนที่สำคัญพอจะทำอะไรไม่ได้ ความคิดเหล่านี้ทำร้ายจิตใจผมทุกครั้งได้ได้ยิน "คุณต้องเป็นคนระดับโลกเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก " การจะเปลี่ยนแปลงประเทศเราคงต้องเป็นคนสำคัญระดับประเทศเช่นกัน เช่นนั้นเสียงของเราจะไม่สำคัญเท่าแกนนำพันธมิตร เสียงเราไม่สำคัญเท่าแกนนำนปช.เสียงเรามันไม่สำคัญเท่านายกรัฐมนตรี เสียงเราไม่สำคัญเท่าผู้นำเหล่าทัพ ถ้าเช่นนั้นประเทศนี้ก็ไม่เคยเป็นประชาธิปไตย และโลกนี้ก็ไม่เคยมีประชาธิปไตย ในประเทศที่ไร้ประชาธิปไตยแห่งนี้ ทุกคนต่างกำลังก็มองหาคำตอบและทางออกให้กับปัญหา แต่ไม่มีใครยอมรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน อยากได้การเมืองใหม่แต่จะไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ บริหารประเทศไม่ได้ก็ไม่ยอมยุบสภาหรือลาออก เค้าบอกไม่ยุ่งกับองคมนตรีก็บอกว่ามันจะไม่ให้มี เอะอะก็จะโต้ตอบด้วยมวลชนฝั่งตนเองบ้าง เพื่อต่อต้านการกระทำที่ไม่ชอบธรรม ด้วยการกระทำที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน เกรงกลัวอำนาจของคนที่ไม่สามารถเข้าประเทศได้จนทำลายประเทศตัวเอง กองทัพป้องกันสถานที่สำคัญได้ก่อนเกิดเหตุการณ์ แต่ก็ปล่อยให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยแก้ ปากบอกเคารพประชาธิปไตยแต่ทำผิดกฎหมายและละเมิดคำสั่งศาล มันไม่มีเหตุผลซักนิดเดียว ผมเองไม่มีอำนาจจะติดสินถูกผิดอะไร แต่ว่าเรารู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ผมอยากให้ทุกคนลองหยุดฟังเหตุผลกันซะบ้าง เปิดตามองดูกว้างมองภาพรวมบ้าง แต่มันก็เท่านั้นแหละ เสียงของผมมันคงไม่ดังพอ เราก็เป็นแค่ใครบางคนในประเทศที่ไม่สำคัญ "Artists use lies to tell the truth, while politicians use them to cover the truth up." from V for Vendetta ปล.เขียนระบายอารมณ์เฉยๆ เพลงอาจจะดูรุนแรงไปนิด แต่ก็อย่างที่บอกระบายอารมณ์ๆ November 22 Diary #2วันนี้ผมอยากจะนอน นอนให้มันลืมทุกๆอย่างไปเลย วันหยุดอากาศสบายๆแบบนี้ ทำให้ผมอยากจะนอน นอน นอน และก็นอน แต่มันก็ดันมาตื่นกลางดึกซะอีก ตื่นมาขอบตาตึงๆ ส่องกระจกเห็นตาลึกโบ๋ ขอบตาดำคล้ำ มองดูที่แขนมันก็เริ่มลอกคราบจากอากาศหนาว ถ้าคราวหน้าผมตื่นมาครั้งหน้า แล้วเจอตัวเองกลายเป็นสัตว์ประหลาดอะไรสักอย่างก็คงจะไม่แปลก พักนี้ผมโดนหลอกหลอนด้วยคำพูดของตัวเอง เหมือนความคิดมันติดอยู่กับเอนทรี่เก่าๆ อยู่ในความคิด อยู่ในความฝัน จะพูดจะคุยอะไรก็คิดถึงแต่ประโยชน์ที่อัพไป และดูเหมือนทางเดียวที่จะเอามันออกจาหัวไปได้ ก็คือการเขียนเอนทรี่ใหม่ พอเขียนเสร็จจิตใจสงบได้ซักพักก็โดนมันตามหลอกหลอน ให้ตายเหอะ มันช่างเป็นวังวนที่บั่นทอนสุขภาพจิตอย่างมาก ความจริงผมมีเอนทรี่ที่เขียนไว้เสร็จแล้วแต่ไม่ได้อัพอยู่เกือบ10อัน มีไอเดียอยู่ในความคิดอีกมากมาย แถมวางโครงเรื่องไว้เสร็จทุกอันรอเวลาพิมพ์เท่านั้น รอเวลาที่จะเขียนใหม่อยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งก็เขียนไว้อย่างต่ำก็หนึ่งเรื่องขึ้นไป บางอันก็เป็นกลอน เป็นเรื่องราว เป็นข้อความ หรือไดอารี่ มีหลายคนบอกว่าผมขยันอัพ แต่จริงๆแล้วผมเสพย์ติดมันมากกว่านะ เวลาเขียนเสร็จ เวลามีคนมาเมนท์ มันให้ความรู้สึกดีแบบที่บอกไม่ถูก อ้อ สำหรับเรื่องนิยายที่ว่าจะแต่ง ตอนนี้ผมไปขุดโครงเรื่องเก่าที่เคยทิ้งไว้มาได้และ ปัดฝุ่นนิดหน่อยเพิ่มความสมจริงให้โครงเรื่อง แนวของเรื่องก็ค่อนข้างจะ Sci-fi หน่อยๆ แต่ว่าก็ยังขาดรายละเอียดอีกเยอะ ยังต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกซักหน่อย คงต้องให้ผ่านช่วงนี้ไปอีกซักพักถึงจะเริ่มเขียน ยังยุ่งๆอยู่เลย มีคำถามว่าอยากอ่านกันรึเปล่า กะให้คนที่อ่านเปง Editor ให้เลย เหอะๆ กะว่าจะเอามาให้อ่านเป็นตอนๆใส่ไฟล์เอาดีกว่า อัพไว้แบบนี้มันคงจะยาวเกิน เขียนอะไรยาวๆแบบนี้กลัวว่าจะคุมอารมณ์ของเนื้อเรื่องไม่ได้จริงๆ ยิ่งอารมณ์แปรปรวนอยู่ แถมรู้สึกว่างานทดลองที่ทำไป มันก็เขียนได้หลากหลายแนวเหลือเกิน เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ก็ต้องลองกันดู ขำๆ คิดว่าครั้งแรกยังไงมันก็คง ออกมาได้ไม่ดีเท่าไร เออ กำลังสงสัยว่าเรื่องสั้นมันต่างกับนิยายหรือนวนิยายยังไง จากที่จำได้เหมือนจะต่างกันที่ความยาวกะลักษณะโครงเรื่อง แต่พอไปดูที่เค้าส่งประกวดเรื่องสั้นมันยาวกกว่านวนิยายอีกนะ เลยสับสนมากมายจริงๆนะ ใครมีความรู้ในรายละเอียดมาเล่าให้ฟังหน่อยน้า เช้านี้อากาศดีจัง ไปนอนดีกว่า หุ หุ วันนี้เอาเพลง แร้งคอย ของคาราบาวมาฝาก ลองฟังกันดูนะครับ เปิดเสียงดังๆแล้วร้องตามไปด้วย ไม่ต้องไปสนใจคนข้างบ้านนะ ฮ่าๆ November 19 Sound. . .วันนี้มีเรื่องเล่าให้ฟัง โปรดใช้วิจารณญาณในการฟังนะ วันนี้ผมมีเรียนดนตรีไทยภาคพิเศษ(มาก) เรียน2ตัวแนะ 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม ผมไปเรียนที่ตึกศิลปะนิเทศน์ ซึ่งเป็นตึกเก่ามากๆแล้ว สิ้นปีกำลังจะทุบสร้างใหม่แล้ว พอดีผมสนิทกะอาจารย์ เพราะลงกะแกมาหลายตัวและ ก่อนเข้าเรียนผมก็เลยไปหาจารย์แกบนห้องก่อน แกก็เล่าว่าเจอผีมา2วันติดแล้ว แกได้ยินเสียงปี่มอญตอนแกเข้าห้องน้ำ ทั้งที่วันนี้ไม่มีซ้อมวง แถมปี่มอญเนี่ยก็อยู่ในวงปี่พาทย์มอญที่นิยมเล่นในงานศพด้วย จารย์เค้าออกมาถามเด็กดนตรีไทย เค้าก็บอกว่าวันนี้ไม่มีซ้อมแล้วก็ไม่ได้ยินใครเล่นด้วย จารย์แกก็เลยใจไม่ค่อยดี บ่นให้ฟังว่าจะไปทำบังสกุลเป็น พอเรียนตัวที่สองเกี่ยวกับประวัติครูดนตรีไทย จารย์แกก็เล่าเรื่องผีหลอกเด็ก ขำๆ เกี่ยวกับครูๆทั้งหลาย ดนตรีไทยที่เกษตรจะเป็นสายครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ที่เป็นต้นเรื่องโหมโรง มีอาจารย์บางท่านก็เคยเจอครูแกใช่ชุดเต็มยศมาเดินให้เห็นเลย -0- ในห้องใหญ่ที่เป็นห้องซ้อมดนตรีไทยของเค้า จะมีรูปครูๆทั้งหลายที่เสียชีวิตไปแล้วเพียบเลย อาจารย์เค้าบอกเดินผ่านดึกๆบางทีก็เจอคนอยู่ข้างใน ทั้งทีประตูล็อคแล้ว (เง้อออ) ตอนใกล้จะเลิกแอร์เย็นมากๆ ผมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ตอนกำลังล้างหน้า ก็ดันคิดในใจว่าไม่เคยเจอกะเค้าเลย ถ้าได้เจอบ้างคงดี (คิดไปได้ไงวะ) พอดีเป็นคนไม่ค่อยกลัวเท่าไรคงเพราะไม่เคยเจอ ถือคติว่าต่างคนต่างอยู่ แต่พอผมเดินกลับเข้าไปในห้องเรียน แค่เปิดประตูเข้าไปเท่านั้นแหละก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เหมือนเสียงคนร้องเอื้อนคล้ายๆ themeประกอบหนังผี ประมาณ หือ หื้อ หือ.. แต่ออกสำเนียงคล้ายๆเพลงไทยๆ พอดีเค้าเล่าเรื่องผีกันอยู่ผมก็คิดว่าใครมันคงร้องเล่นๆ พอผมไปนั่งก็เลยพูดกับพี่ที่นั่งข้างๆเรื่องเสียงนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าพี่เค้าก็จะไม่ยิน ระหว่างนั้นผมก็ยังได้ยินเสียงอยู่ ก็คิดว่าอาจจะเป็นพวกเสียงประสานจากคนหลายๆคน ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่สักพักก็มีเสียงระนาดตามขึ้นมา คราวนี้ก็ชัวร์เลยครับพี่น้อง แถมเริ่มมีเสียงดนตรีอื่นๆประกอบ แต่ผมก็ไม่กลัวเท่าไรนะ คิดซะว่าไปพูดให้ครูเค้าได้ยิน ครูเค้าก็เลยมาให้เจอตามคำขอ ดูเหมือนคนอื่นเค้าไม่ได้ยินกัน ผมก็เลยทำเฉยๆกลัวคนอื่นเค้าจะวิตกจริตกัน แถมจารย์ก็ยังเล่้าเรื่องผีอยู่อีกนะ - -* เหอะๆ แต่พอคนออกจากห้องไปเกือบหมดเสียงก็ค่อยๆเงียบไปเอง ผมกับเพื่อนอีก 2 คน ก็เดินไปกะอาจารย์ขึ้นไปเก็บของที่ห้องอาจารย์ ระหว่างนั้นก็ยังเล่าเรื่องผีต่ออีกนะ แล้ววันนี้ก็ดันไม่มีใครอยู่ซ้อมซักคน ก็เดินกันออกไปลองนึกภาพบรรยากาศในเกษตรเปลี่ยวๆ ถึงจะตึกเยอะขึ้นแต่มันก็ยังต้นไม้เยอะอยู่นะ แล้วก็ยังผลัดกันเล่าเรื่องผีมาตลอดทาง ไอ้เรารึจะเล่าไอ้ที่เพิ่งเจอมาก็กะไรอยู่ ฟังอย่างเดียวดีกว่า เหอะๆ แต่ก็ยังอยากรู้เหมือนกันไอ้เสียงที่ได้ยินนั้นมันเสียงอะไรหนอ November 16 Time Machineเมื่อคืนผมตื่นมากลางดึก เพราะเสียงกรน รู้สึกร้อน แล้วก็มดกัด ก็เลยมาปูเสื่อนอนที่พื้นข้างล่าง เปิดพัดลมเบื่อให้อากาศมันหมุนเวียน ความจริงมันก็ไม่ได้ร้อนอะไร แต่เวลาที่อากาศมันไม่เคลื่อนไหว มันทำให้ผมหายใจไม่ออก เวลาที่ไม่ได้นอนหลับลึกเต็มที่ ผมมักจะปวดหัวไม่ต่างกับตอนที่อดนอน วันนี้ทั้งวันก็ได้แต่กิน ดาวน์โหลดเพลงลูกกรุง เบื่อมากๆเข้าก็ไปดูทีวี ผมจำได้ว่าเมื่อคืนนั่งดูโขนอยู่ซะนาน โดยไม่ขยับไปไหน เดี่ยวนี้เราไม่ได้ดูโขนลิเกทางทีวีกันเลยนะ เปิดทีวีเห็นแต่วงเกาหลี แล้วจะให้ใครไปอนุรักษ์วัฒนธรรมกันนะ ในเมื่อเด็กไม่เคยดู เพราะมีพระราชพิธีฯ เราเลยได้มีโอกาสได้เห็นงานศิลปะวัฒนธรรมไทย งานสถาปัตยกรรมไทยสวยๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องดีๆเล็กน้อยที่แฝงอยู่ ในความโศกเศร้าของคนไทย เปิดมาวันนี้ใน ubc เค้ามีฉายงานพระราชพิธีฯเมื่อวาน ผมก็เลยนั่งดูอีกรอบ ดูจนเบื่อแล้วก็เปลี่ยนไปดู channel v เห็นเป็นขาวดำไปซะหมด เพลงใหม่แค่ไหนก็ดูคลาสสิกไปหมด ได้ความรู้สึกดีแบบแปลกๆ ทำให้ผมนึกได้ว่ามีเรื่องที่เคยอยากจะเล่าให้เพื่อนคนนึงฟัง แต่ว่าช่วงนั้นไม่ว่าง ก็เลยเก็บบันทึกไว้ในความทรงจำซะก่อน ผมจะนึกย้อนไปถึงวันที่คิดจะเล่าซึ่งก็ผ่านมานานเต็มที แล้วกดปุ่ม rewind ความทรงจำต่อ ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่ผมอยากจะเล่า ................ หลังจากกลับมากเสม็ดเมื่อคราวก่อนนู้น เรานั่งแท๊กซี่จากเอกมัยไปกินสเต๊กแถวเกษตรฯ ผมนั่งด้านหน้าเลยจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นเราก็ขึ้นไปชั้น2 สั่งอาหารกินกัน ระหว่างกินเค้าก็จ่ายค่าแท็กซี่ให้ผม ทำให้รู้ตัวว่ากระเป๋าสตางค์มันหายไป ผมใช้เวลาคิดย้อนเหตุการณ์อยู่พักนึง จนจำได้ว่าตอนจ่ายค่าแท็กซี่ผมถือกระเป๋าสตางค์ไว้กับมือ ไม่ได้เก็บใส่กระเป๋ากางเกง แล้วก็ยังถือสัมภาระเต็มไปหมด มันคงหลุดจากมือผมหล่นลงไปในร่องข้างๆเบาะ เพราะตอนก่อนรถแท็กซี่จะขับออกไป ผมมองลงไปที่เบาะก็ไม่เห็นมีอะไร วันรุ่งขึ้นผมก็เลยต้องไปทำบัตรประชาชนที่ ที่ว่าการ อ.ปากเกร็ด ลองๆมาคิดดูแล้วนะ ผมยังไม่เคยบัตรประชาชนหมดอายุมาก่อนเลย กระเป๋าสตางค์หายก่อนตลอด ผมก็คิดถึงต่างๆระหว่างนั่งรถเมล์ไป ความจริงเส้นทางสายนี้มันกลาย เป็นเส้นทางที่ตายจากชีวิตผมมาหลายปีแล้ว ยิ่งรถใกล้ตัวอำเภอเท่าไร มันก็ยิ่งทำให้ผมนึกเรื่องเก่าๆมากขึ้น หลายอย่างก็ดูเปลี่ยนไป พอผมลงจากรถเมล์มันก็เหมือนความทรงจำทั้งหลาย มันย้อนกลับมา ย้อนกลับมา ย้อนกลับมา... แถวนี้เป็นหนึ่งที่พวกเรามากันตอนหลังเลิกเรียนบ่อยๆ มากินก๋วยเตี๋ยวเรือแข่งกัน มากินน้ำแข็งใส่ มาซื้อของไปทำงานที่ครูสั่ง มานั่งเล่นวินนิ่งจัดลีกแข่งกัน มาซื้อกุหลาบวันวาเลนไทน์ มาซื้อเสื้อทีมฟุตบอล มาตัดผมให้ก่อนไปเรียน รด. มาทำอะไรอีกมากมายจนจำได้ไม่หมด... เวลามันไม่เคยหยุดรอเราเลยนะ ที่ตลกก็คือผมก็ไม่เคยผ่านมาที่นี่อีกเลย ตอนนี้มันก็เหลือแค่ความทรงจำ ไม่มีความจำเป็นต้องมาที่นี่ จนวันนี้ผมต้องมาทำบัตรประชาชน แม้แต่บัตรก็ยังเป็นบัตรแบบเก่าต้องกลับมาเอาทีหลัง ทั้งๆที่เค้าเป็นบัตรแข็งๆกันหมดแล้ว ผมว่าจะเดินย้อนความทรงจำซะหน่อย แต่ก็ต้องไปเรียนที่มหาลัย ผมยืนรอรถเมล์อยู่นาน ทั้งๆที่ผมยังพอจำสายรถได้ ผมก็ปล่อยให้สายที่ไปมหาลัยผ่านไป เหมือนกับว่าความคิดของผมมันยังสับสน ป้ายรถเมล์เค้าก็ย้ายที่ขยับขึ้นไปจากเดิมทำให้ผมพลาดรถคันที่2 จนในที่สุดผมก็ได้ขึ้นรถเมล์ รถค่อยๆแล่นไปพาผมห่างออกไป ไม่ใช่แค่หลายอย่างที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว รถวิ่งผ่านทุกสถานที่ผมคุ้นเคยและเก็บไว้ในความทรงจำ ทุกๆอย่างไม่เหมือนเดิม ตึกรามบ้านช่อง อาคารต่างๆ แม้แต่โรงเรียนผมมันก็เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ รถก็ยังวิ่งไปไม่หยุด ยิ่งเวลาผ่านมานานเท่าไรก็ดูเหมือนว่า ผมจะจำทุกเรื่องราวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดี่ยวกันมันก็พาผมมุ่งตรงไปยังปัจจุบัน แล้วผมก็ร้องไห้ออกมา มันกำลังพาผมกลับสู่ปัจจุบัน ผมอยากจะอยู่กับความทรงจำให้นานอีกหน่อย แต่รถก็ยิ่งไปเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้น... มันกำลังวิ่งผ่านสถานที่ ผ่านความทรงจำ ผ่านชีวิตของผม แล้วทุกอย่างก็กำลังจะผ่านไป ผ่านเส้นทางที่ดูเหมือนคุ้นเคย แต่เปลี่ยนไปจนไม่เหลือภาพเดิม ยิ่งใกล้ถึงมหาลัยเท่าไร ผมก็ยิ่งห่างไกลจากความทรงจำเมื่อวันก่อนมากไปทุกทีๆ รถคันเดิมที่พาผมย้อนเวลากลับไปและพาผมกลับมายังปัจจุบัน กำลังพาผมไปยังอนาคตที่ห่างออกไปอีกแสนไกล พรุ้งนี้ทุกอย่างก็ยังคงจะเปลี่ยนไป และผมยังคงจะเก็บแต่ละความทรงจำเอาไว้ไม่ห่าง เพราะถ้าเราไม่เหลืออะไรให้จดจำ เราก็คงไม่ใช่เราคนเดิมในวันเมื่อวานอีกแล้ว Time Machine... ................ ผมกดปุ่ม forward กลับมาตอนนี้ ได้แต่นั่งร้องไห้ ก็ไม่รู้ทำไม มันคงเป็นเพราะความเศร้า คงเป็นเพราะความสุข คงเป็นเพราะความฝัน คงเป็นเพราะความทรงจำ คงเป็นเพราะแต่ละตัวอักษรมันกำลังค่อยๆกลายเป็นอตีด ผมร้องไห้... November 05 Diary #1วันก่อนไปร้านหนังสือเจอพวกหนังสือที่ได้รางวัลจากสำนักพิมพ์จนได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มสวยๆ ก็เลยนึกอยากจะลองเขียนอะไรแบบนั้นบ้างให้ดูเป็นชิ้นเป็นอันเผื่อจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง ไหนๆเราก็เขียนอะไรเล่นๆอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนรูปแบบการเขียนดูบ้างก็คงดี ถ้าเสร็จแล้วเอาไปทำไรไม่ได้ ก็ยังเก็บไว้อ่านเล่นได้ 555+ อาจจะเป็นพวกบทความเรื่องสั้นหรือนิยาย แต่ว่ามันก็ค่อนข้างจะเป็นปัญหาอยู่บ้างนะ จากการที่เป็นคนชอบใช้คำคล้องจองและชอบสรุปรวมเรื่องราวให้เหลือแค่ใจความ รวมกับการพัฒนารูปแบบการเขียนจากการอัพบล๊อคที่ส่วนใหญ่จะไม่ยาวมาก จนได้รูปแบบการเขียน(ของจริงๆเลยอะนะ)ที่ผ่านการกลั่นกรองจนมันเข้มข้น จะเปรียบเทียบก็คงเหมือนตัดเอาฉากClimaxมาให้ดูเลย ถึงจะพยายาม(ผืน)ทดลองเปลี่ยน รูปแบบ ถ้อยคำ และเนื้อหา ก็ยังรู้สึกว่าบางทีเผลอเขียนไปตามอารมณ์อยู่ดี ทำให้เนื้อหามันยังลึกมากเกินไปหน่อย บางครั้งก็ดูจะใช้ถ้อยคำสำนวนมากเกินไปจนพร่ำเพรื่อ ผมขอยืมคำพูดของ คุณ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องกอด ที่เค้าใช้คำว่าบำบัดตัวเองกับการกำกับหนัง การเขียนของผมมันก็เป็นการทำเพื่อบำบัดตัวเองเหมือนกัน ก็เลยยังคงเหลือพื้นที่อีกมากมายที่จะต้องเติมเต็มให้กับการเขียนให้คนอื่นอ่าน จริงๆแล้วก็มีงานทดลองที่ผืนตัวเองให้เขียนในแนวและวิธีที่แตกต่างอยู่หลายอัน จนบางดูการบรรยายก็ยังคงออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ดูมันยังขาดๆเกินๆ ตอนยังไม่รู้ว่าจะเขียนแนวไหนดีเลย อาจจะไปจับโครงเรื่องเก่าๆที่น่าสนใจมาดัดแปลง แต่ก็คงอีกนานอยู่ ยังต้องทดลองอะไรอีกนิดหน่อย ตอนนี้ก็คงได้แต่เขียนอะไรเล่นๆไปเรื่อยๆก่อน ระหว่างนี้ก็ขอคำแนะนำติดชมมาด้วยก็ดีนะครับ ว่าขาดว่าเกินตรงไหนบ้าง จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้การเขียนของผมมันสมบูรณ์ขึ้น ขอบคุณล่วงหน้าครับ วางแผนไว้คร่าวๆเตรียมตัวว่างงานล่วงหน้า คงจะมีเวลาว่างเยอะเนอะ -.- ได้ข่าวเค้าคาดการณ์ว่าปีหน้าจะตกงานอีกเป็นแสนคน ไอ้เราก็ไร้ซึ่งคุณสมบัติหรือความสามารถพิเศษใดๆ เคยคุยกะไอ้ตาลว่างานอะไรที่ไม่มีกำหนดเวลาตายตัวอิสระแล้วยังได้เดินทางท่องเที่ยว คำตอบก็คือ เป็นนักเขียนแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เหอะๆได้ทำจริงๆคงมีความสุข ผมชอบงานเขียนแนวนี้ของ คุณ พิมพิดา กาญจนเวทางค์ มากๆเลยแหละ (รู้สึกว่าเธอจะเขียนเป็นบทความในนิตยสารแล้วรวมเล่มออกมา มั้งนะครับ) ไม่ว่าจะเป็น "จนกว่าเราจะพบกันใหม่" "สายลม ดอกไม้ ความรัก" "ทางที่เราเดินสวนกัน" "ฝันถึงแปซิฟิกไฮเวย์"
เรื่องของการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใหม่ๆพร้อมกับสอดแทรกความรู้สึกและเรื่องราวของเธอเข้าไปอย่างเหมาะเจาะ October 27 NeverEnd~*
October 12 12 October
คริสตอเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักเดินเรือชาวอิตาเลียน ค้นพบ ทวีปอเมริกา โดยแล่นเรือมาขึ้นฝั่งที่ เกาะบาฮามาส์ (Bahamas) ทางตะวันออกของรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศคิวบาในปัจจุบัน และตั้งชื่อว่า "เกาะซาน ซัลวาดอร์" (San Salvador Island) ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นประเทศอินเดีย และเรียกชาวอเมริกันพื้นเมืองว่า "อินเดียน” (Indians) ซึ่งออกมาต้อนรับคณะของนักสำรวจอย่างเป็นมิตร ทั้งนี้โคลัมบัสได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์สเปนคือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ ที่ 2 (Ferdinand II of Aragon) และ พระนางเจ้าอิสซาเบลลา ที่ 1 (Isabella of Castile) ให้ออกค้นหา “โลกใหม่” หรืออินเดียและจีนเพื่อค้าขายเครื่องเทศ ผ้าไหมและยาฝิ่น โคลัมบัสพร้อมกับลูกเรือ 90 คนและเรือ 3 ลำได้แก่ "ซานตา มาเรีย" (Santa Maria), "พินตา" (Pinta) และ "ซานตา คลารา" (Santa Clara) ออกจากท่าเรือเมืองเปลูซ (Palos) ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2035 แล่นเรือไปทางทิศตะวันตกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ไปถึงเกาะบาฮามาส์ จากนั้นเขาเดินเรือต่อไปจนถึงคิวบา ไฮติ และกลับถึงสเปนในวันที่ 15 มีนาคม 2036 จากนั้นเขาก็ออกเดินเรือค้นหาโลกใหม่อีกสามเที่ยว ไปถึงา เปอร์โตริโก จาเมกา ตรินิแดด เวเนาซุเอลา และคอคอดปานามา โดยไม่เคยไปถึงโลกใหม่ที่เขาค้นหา แต่อย่างไรก็ตาม โคลัมบัสก็เชื่อมาตลอดจนเสียชีวิตว่าดินแดนที่เขาค้นพบนั้นคือทวีปเอเชีย ภายหลังได้มีการกำหนดให้วันที่ 12 ตุลาคมของทุกปีให้เป็น "วันโคลัมบัส" (Columbus Day) มีการเฉลิมฉลองกันในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ในอดีตเคยเชื่อกันว่าโคลัมบัสเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ค้นพบอเมริกา แต่จริง ๆ แล้ว เลฟ เอริคสัน (Leaf Erikson) ชาวไวกิ้งเคยเดินทางมาพบทวีปอเมริกาก่อนหน้านี้ และเคยมีนิคมชาวไวกิ้งทางตะวันออกของแคนาดาในศตวรรษที่ 11
พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) - วันเปิดเรียนของ โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งในบริเวณโรงเลี้ยงเด็ก ถนนบำรุงเมือง กรุงเทพฯ ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ![]() ![]()
โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ เริ่มเปิดสอนวันแรก ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งในบริเวณโรงเลี้ยงเด็ก ตึกสายสวลีสัณฐาคาร ตำบลสวนมะลิ ถนนบำรุงเมือง วัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้กุลบุตรกุลธิดา ได้รับความรู้มีการศึกษา โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ได้พัฒนาโดยลำดับ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยครูพระนคร ในวันที่ 6 มีนาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้วิทยาลัยครูพระนครใหม่ว่า “สถาบันราชภัฏพระนคร” ในปี 2535 เป็นวาระครบรอบ 100 ปี ของการจัดตั้งสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร” เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายน 2547 เช่นเดียวกับสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ มรภ.พระนครนับเป็นสถานศึกษาด้านการฝึกหัดครูแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันเปิดสอน 6 คณะได้แก่ ครุศาสตร์, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, วิทยาการการจัดการ, มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และบัณฑิตวิทยาลัย
พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศรวมกิจการหอพระสมุดสามแห่ง จัดตั้งเป็น หอสมุดสำหรับพระนคร นับเป็นห้องสมุดสาธารณะแห่งแรกของไทย และเป็นต้นกำเนิดของหอสมุดแห่งชาติ ![]()
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศให้รวมกิจการหอพระสมุดสามแห่ง คือ หอพระมณเฑียรธรรม หอพระสมุดวชิรญาณ และหอพุทธศาสนสังคหะ จัดตั้งเป็น "หอสมุดสำหรับพระนคร" พระราชทานให้ปวงชนชาวไทยมีแหล่งศึกษาหาความรู้ ทำให้หอพระสมุดที่เดิมเป็นประโยชน์เฉพาะเจ้านายขุนนาง ได้ใช้ประโยชน์โดยประชาชนทั่วไปด้วย จัดเป็นห้องสมุดสาธารณะแห่งแรกของไทย และเป็นต้นกำเนิดของ "หอสมุดแห่งชาติ" ในปัจจุบัน
พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) - โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ![]() ![]()
โรงเรียนศิลปากร แผนกช่าง ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งในปี 2476 โดย ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวอิตาเลียน เดิมชื่อว่า "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” ระยะแรกเปิดสอนวิชาจิตรกรรมและปฏิมากรรมให้แก่นักเรียนและข้าราชการโดยไม่ คิดค่าเล่าเรียน กิจการได้เจริญเติบโตมาเป็นลำดับจนถึงปี 2478 ได้รวมเอาโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ที่วังหน้าเข้ามาด้วยกัน และเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนศิลปากร แผนกช่าง” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรในที่สุด สถาบันการศึกษาแห่งนี้ที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดี สร้างศิลปิน สถาปนิก และนักโบราณคดีคนสำคัญจำนวนมากในประเทศไทย ปัจจุบันเปิดสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชา โดยแบ่งออกเป็น 3 วิทยาเขตได้แก่วิทยาเขตวังท่าพระ (ศิลปะ โบราณคดี) วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ. นครปฐม (อักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์) และวิทยาเขตเพชรบุรี (สัตวศาสตร์ เทคโนโลยีการอาหาร สารสนเทศศาสตร์)
พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) - ช่วงช่วงกับหลินฮุ่ย แพนด้ายักษ์ ทูตสันถวไมตรีไทย-จีน เดินทางถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ ![]() ![]() ![]()
ช่วงช่วง และ หลินฮุ่ย หรือชื่อคำเมืองว่า "คำอ้าย” และ "คำเอ้ย” แพนด้าทูตสันถวไมตรีจากประเทศจีนเดินทางมาถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยประเทศไทยมีสัญญากับจีนว่าจะทำการทดลองศึกษาวิจัยชีวิตหมีแพนด้าคู่นี้ เป็นระยะเวลา 10 ปี หลังจากนั้นจะต้องส่งกลับ รวมถึงลูกที่เกิดจากทั้งคู่ด้วย แพนด้าทั้งสองตัวมาจากศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เขตอนุรักษ์ วู่หลง เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ทั้งสองตัวถูกเลี้ยงไว้ในกรงกระจกติดแอร์เย็นฉ่ำ อุณหภูมิ 3-7 องศาเซลเซียส ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้างราว 46 ล้านบาท และได้กินใบไผ่ (พันธุ์จีนซึ่งสามารถปลูกได้ในเมืองไทย) วันละ 30 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 สวนสัตว์เชียงใหม่ได้จัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ 5 วัน 5 คืนให้แพนด้าทั้งคู่ ปัจจุบันแพนด้าจัดเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) เนื่องจากที่อยู่และแหล่งอาหารถูกทำลาย รวมถึงปัญหาโลกร้อนจึงเหลือแพนด้าอยู่ในโลกนี้เพียงประมาณ 1,000 ตัวเท่านั้น
*เนื่องจากมีการเปลี่ยนมาใช้ ปฏิทินเกรโกเรียน (Gregorian Calender) ในปีค.ศ.1582 ทำให้วันนี้ไม่มีอยู่ในปีดังกล่าว ในอิตาลี โปแลนด์ โปรตุเกส และสเปน ข้อมูลจาก Wikipedia และ นิตยสารสารคดี ไม่มีไรหรอกครับ แค่คิดว่าเราไม่ควรให้ความสำคัญกับวันเกิดตัวเองมากเกินไป มีอีกหลายอย่างที่สำคัญๆเกิดขึ้นตั้งมากมาย สำคัญกว่าวันเกิดเราตั้งเยอะแยะ ^_______^ ปล. ก๊อปมาล้วนๆม่ายต้องชม เหอะๆ
|
|
|