Vanilla's profileVanilla Day Dream~*PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 20 Never/WonderNever/Wonder บางครั้งการเติบโตนั้นมันช่างแสนยากเย็น ดูชีวิตไม่เป็นอย่างเคย ดูเหมือนมีแค่เราที่ต้องแพ้พ่าย คงจะง่ายกว่าถ้าฉันคุมขังหัวใจของฉันไว้ ไม่ให้มันเติบโต ไม่ให้ตัวฉันได้เติบโต มันคงจะดีกว่าถ้าทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนแปลง ฉันจะมีความสุขอยู่อย่างนั้นตลอดไป เช่นนั้นฉันจึงไม่เติบโตอยู่ในโลกของฉัน โลกที่ฉันท่องไปนั้นเปลี่ยนไปไม่เคยหยุด ราวกับสิ่งต่างๆเป็นเพียงหมอกควันที่จางหายง่ายดาย มันไม่เคยจะหยุดให้ฉันได้เรียนรู้และประหลาดใจ ฉันเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับโลกใบนี้ หัวใจของฉันจะเติบโต เติบโตขึ้นในทุกย่างก้าวที่ฉันเดินไป ชีวิตอาจไม่เป็นเหมือนอย่างเคย แต่พรุ่งนี้จะไม่เป็นฉันที่แพ้พ่าย จนบางครั้งการต้องหยุดนิ่งนั้นก็กลับดูยากเย็น ... บางทีเธออาจจะสอนฉันเดินไปในวันเวลาที่อยู่ข้างหน้า ฉันอยากให้เธอพาฉันไปค้นหาเรื่องราวของวันพรุ่งนี้ บางทีเธออาจจะสอนฉันให้หยุดพักและจดจำเรื่องราวของเมื่อวาน ฉันอยากให้เธอพาฉันไปค้นหาวันเวลาที่หายไป ... บางที แค่ บางที พรุ่งนี้เราจะได้เจอกัน และทักทายกัน . . . Hello Peter ! Hi Alice ! "Imagination is more important than knowledge" อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่รู้ไหมบางครั้งแรงบรรดาลใจที่ดี ก็สำคัญกว่าทั้งจินตนาการและความรู้ October 06 Modern Love~*หลายวันก่อนนั่งดูมนต์รักทรานซิสเตอร์ จบตอนตีสอง ขึ้นไปอาบน้ำก่อนนอน ได้ยินเสียงเพลงเจ๊ติ๊นาแว่วมาจากหลังบ้าน รักของเราจะทันสมัย... รัก! ทันสมัย! เพลงที่เคยใหม่เคยทันสมัยก็กลายเป็นเพลงเก่าเข้าขั้นคลาสสิคได้ ความรักมีเวลาแค่ไหน ตราบเท่าหมดลมหายใจ หรือ จะรักเมื่อพบ จบเมื่อผ่าน แค่นั้นใช่ไหม?
บางครั้งความรักก็ดูเรียบง่ายเหมือนดั่งต้องมนต์ยามแรกรักกัน แล้วก็กลับกลายเป็นขื่นเป็นขมระทมทุกข์ได้ในเรื่องเดียวกัน บางทีความรักก็อาจน้อยนิดมหาศาลเหมือนใน last life หรืออาจไม่มีความรักหลงอยู่เลยในเมืองใหญ่จนต้องไป69ที่บ้านเกิด บ้างความรักที่หมดเวลาก็พิพากษาคู่รักให้จบลงด้วยการฆาตกรรม แม้แต่ในฝันบ้าๆ ยังมีสายใยแห่งความรักความผูกผันของพ่อลูกล่องลอยอยู่ ความรักก็อาจจะลึก และอาจจะลับได้ไม่ต่างจากนางไม้เลยทีเดียว ในบางที่ความรักในเกมส์ลูกหนังก็ไม่ต่างจากโอเปร่าของคนเดินดิน และสำหรับบางคนความรักในดนตรีก็เป็นเสียงที่สว่างในความมืดมิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรักอาจจะหมดอายุเหมือนในพลอยงั้นหรือ ช่องว่างที่ถูกเว้นวรรคไว้ ถ่วงทำนองที่ว่างเปล่าทอดยาว ข้อความที่ไร้ตัวอักษรและไม่มีเส้นเสียง เรียบง่ายและงดงาม เป็นเอกใช้มันถ่ายทอดเรื่องราวจนหลายคนคิดว่าไม่จำเป็น ทำให้หลายคนคิดว่าหนังเป็นเอก ดูยาก เข้าใจยาก ความจริงส่วนที่ยากสำหรับการดูหนังทุกเรื่องก็คือ การอดทนรอเพื่อรับฟังข้อความที่ผู้กำกับต้องการสื่อ ทุกคนมีสไตล์ที่แตกต่างในการทำเรื่องแต่ละเรื่อง สุดท้ายแล้วมันก็คงขึ้นอยู่กับความชอบมากกว่า ว่าเราชอบที่จะดูจะฟังหรือจะทำแบบไหน แต่ดูเหมือนเป็นเอกเลือกที่จะเป็นตัวเอง และถูกจดจำอย่างไม่เข้าใจแล้วเว้นที่ว่างไว้ ให้คิดตามไปในแต่ละประเด็นของหนังแต่ละเรื่อง และนั่นทำให้เป็นเอกเป็นเอก !
ถ้าเราไม่ลืม . . . ช่วงเวลาที่ได้เจอกันครั้งแรก ไม่ลืมถ้อยคำที่เคยบอกรักกัน ไม่ลืมจังหวะหัวใจที่เต้นแปลกไป ไม่ลืมเรื่องราวต่างๆที่เคยทำให้กัน แค่เราไม่ลืม รักจะยังอยู่อย่างนั้น สำหรับความรัก คงไม่มีคำว่าเก่าหรือใหม่ ไม่มีทันสมัยหรือหมดอายุอะไร มีแค่ใจที่ยังรักอยู่หรือรู้ว่าหมดรักแล้ว เท่านั้นเอง! September 14 Missing You Now~*ท้องฟ้ากว้างสลับลาย ปรายน้ำสลับสี ราวกับมีใครมาสรรค์สร้างไว้ หาดทรายก็ดูยืดยาวออกไป โค้งตัวโอบกอดทะเลไว้ไม่ห่างกัน เสียงคลื่นกำลังซัดสาด สายลมกำลังพัดผ่าน แสงแดดสาดส่องมากระทบกาย ชั้นคิดถึงเธอจัง . . . การที่คนสองคนได้พบกันและรักกัน ท่ามกลางผู้คนมากมาย ท่ามกลางหมู่ดาวน้อยใหญ่ที่พร่างพราวสุกสกาวอยู่บนฟ้า อยู่ห่างไกลออกไปจากโลกใบนี้ และไกลจนเกินจะเอื้อมถึงกัน เราโชคดีแค่ไหนที่เราได้มาพบกัน ท่ามกลางดวงดาวนับล้าน อยากจะขอบคุณเรื่องราวและเหตุการณ์ทุกอย่าง ที่พาเราทั้งคู่มาพบกันในวันนั้น มันช่างแสนมหัศจรรย์ . . . อยากให้เธอได้รู้ว่าตอนนี้ชั้นคิดถึงเธอมากมายแค่ไหน ถึงจะหวั่นใจว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าทุกๆอย่าง อาจจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เราอาจไม่คาดคิด แต่ที่รู้ดีตอนนี้ก็คือ คิดถึงเธอ และรักเธอ มากขึ้น ทุกที ทุกที . . . ละสายตาจากดวงดาวบนฟากฟ้า หึงห้อยมากมายลองลอยอยู่ในความมืด มีแต่เพียงชั้นกับความเงีียบงันยามค่ำคืน อยากรู้จังว่าตอนนี้เธอเป็นเช่นไร . . . "แสงของหิ่งห้อยนั้นไม่อาจมองเห็น ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าของดวงตะวัน" "และอาจไม่ทันจะสังเกตเห็น ยามเมื่อเหม่อมองไปไกลยังดวงดาวบนฟ้า" "ก็คงเหมือนกับความรักที่ยากจะมองเห็น ท่ามกลางเรื่องราวมากมายในชีวิตที่เราเฝ้ามอง" ตลอดเวลาที่ห่างกัน 18-22สิงหา52 September 07 I Think Of yOu~*คิดว่าได้เจอ.. ได้เจอใครสักคน... ใครสักคนที่ทำให้อยากมีชีวิต.... มีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้..... ในโลกใบนี้ที่ไม่เคยสนและใส่ใจ... น่าแปลกใจว่าที่ผ่านมา เราทิ้งเรื่องราวบนโลกไปตั้งมากมาย โดยที่ไม่มีใครสงสัย คนทั่วไปคงมองเราเป็นแค่คนไม่เอาไหน ที่ไม่เคยตั้งใจทำอะไร ไม่เข้าใจอะไรซักอย่าง หลายอย่างที่มีคนบอกคนกล่าวมันก็ดูไม่หนักแน่น เพราะเรามองข้ามไปไกลกว่านั้นแล้ว เค้าคงไม่รู้ว่าเราเรียนรู้โลกจากทุกอย่าง จนพร้อมจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจอะไร ถ้าไม่ต้องมีภาระอะไรจะให้ทำงานใช้แรงงานหากินไปวันๆก็ยังไหว ชีวิตมันไม่ได้ยากเย็นอะไร การใช้ชีวิตอยู่บนโลกของคนทั่วไปนี่มันลำบากยากเย็น สำหรับคนผิดปกติคนนี้จริงๆ แต่พอได้เจอเธอ ชั้นก็อยากจะกลายเป็นคนที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ อยากกลับไปมีชีวิตคล้ายๆคนทั่วไป อยากเป็นใครสักคนที่เธอจะพึงพาได้ อยากเป็นให้มากกว่าที่เคยเป็น อยากจะทำได้มากกว่าที่เคยทำ อยากเป็นใครสักคนที่เธอฝากชีวิตไว้ด้วยได้ ไม่ใช่แค่ใครสักคนที่ทำได้ แค่คุยเล่นแก้เหงา ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้มากมายขนาดนั้น ชั้นเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ถ้าเป็นเธอชั้นคงไม่ต้องมองหาใครอื่น และลืมทุกคนที่เคยผ่าน ถ้าทุกเช้าที่ตื่นลืมตามีเธออยู่เคียงข้างกัน วันแแต่ละวันคงมีความหมายมากกว่าที่เคย ไม่เคยเลยจะคิดไม่เคยจะฝันว่าวันนึงจะได้พบเธอ และเผลอชอบเธอไปได้มากมายแบบนี้ รถกำลังวิ่งไกลออกไปทุกที........... โดยที่ชั้นไม่รู้เลยว่าเธอเองคิดยังไง ใยเมฆบางกำลังจางหายไปจากท้องฟ้า.......... อาจเป็นชั้นเองที่เผลอคิดไปไกล อาจเป็นชั้นเองคนเดียว......... ที่อยากจะมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้ที่มีเธอ ระหว่างทาง 9 สิงหา 52 September 06 Before I fall in love~*อาจเพราะโลกใบนี้ กล้ม กลม แถมแรงดึงดูดยังพาทุกอย่างเข้าหากัน เรื่องบังเอิญจึงเกิดขึ้นทุกวัน เราแทบไม่รู้เลยจริงๆว่าพรุ้งนี้จะเกิดอะไรขึ้น มีก็เพียงกำหนดการที่ว่างไว้อยางคราวๆ และยังไม่แน่นอนอะไร ใครจะไปรู้ว่าแฟนของเพื่อนจะเคยเป็นรุ่นพี่ที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน ใครจะไปรู้ว่าแฟนของรุ่นน้องที่เพิ่งรู้จัก จะเป็นเพื่อนของรุ่นน้องที่สนิทกัน ใครจะไปรู้ว่าจะได้เจอเพื่อนที่เรียนพิเศษด้วยกัน ตอนที่เพื่อนรับปริญญา ถ้ายังรู้สึกว่าบังเอิญไม่พอลองฟังเรื่องถัดไป ไม่รู้ว่าทำไมรุ่นน้องที่นั่งนินทาผมตลอดซัมเมอร์ผ่านมา ดันมานั่งอยู่แถวถัดไปตอนรอรับปริญญา แถมยังมองข้ามทรงผมสุดฮาไปนินทา ว่าที่ผมเคยทำตัวเซอร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น เผื่อกลบเกลื่อนความเป็นเกย์ (555+) ตลอดเวลาที่ผ่านมันบังเอิญรึเปล่าที่ไม่เคยมีใครที่จริงจัง และก็ไม่ได้ทำอะไรให้เหมือนคนทั่วไป และก็ไม่รู้ว่าจะมีวันไหนที่จะเป็นเหมือนใครๆได้ ที่มา ความคิด และเส้นทางที่จะเดินไปแบ่งแยกเรา หากโลกนี้ไร้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าและกฎแห่งกรรมมิได้ดำรงอยู่ เรื่องราวต่างๆก็คงมิอาจหาเหตุผลใดๆได้ มีเพียงแต่เราที่นำพาชีวิตไปตามทางที่เราต้องการ ออกไปค้นหาเรื่องราวต่างๆ ในทางที่ต่างไป และความรักก็คงเป็นอีกเรื่องบังเอิญ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ กับคนที่ไม่เคยเปิดใจ ให้กับใครแม้สักครั้ง แต่คงไม่มีใครรู้เพราะพรุ้งนี้คือวันใหม่ เราอาจจะได้พบกัน และผมอาจจะได้พบเธอ เราอาจจะได้ ทักทายกัน พูดคุยกัน และแบ่งบันเรื่องราวบังเอิญมากมายในชีวิต หนทางข้างหน้าที่ต้องไป ไม่มีใครรู้ หลับตาลง และปลดปล่อยหัวใจ .......................... คลื่นค่อยๆซัดกระทบฝั่ง เมฆขาวเคียงคู่ฟ้าคราม ชะอำและผู้คนมากมาย .................. สิ่งต่างๆเกี่ยวเนื่องกัน สถานที่และวันเวลาที่ยังมาไม่ถึงและไม่เคยบันทึกอยู่ในความทรงจำ .............. แต่กำลังจะมาถึง ต้องขอบคุณความบังเอิญมากมายแค่ไหนที่ทำให้เราจะได้พบกัน .......... และนั่นถือเป็นโชคดี ... ค่ำคืนวันที่ 7 สิงหา 52 July 04 KissOfDeathที่ข้างนอกนั่นช่างสวยงาม มันช่างดูสวยงาม ฉันอยากจะออกไป สัมผัสเมฆแสนสวย และท้องฟ้าสีสดใสนั่น สักครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนมันช่างห่างไกล ไกลเกินกว่าฉันจะยื่นมือออกไปสัมผัสได้ ฉันเฝ้ามองมันวันแล้ววันเล่า วันแล้ววันเล่า โดยที่ความคิดและวิญญาณของฉันยังคงติดอยู่กับความเป็นจริงนี้ ทุกข์ทนกับมันและมองดูสิ่งสวยงามนอกกรอบนั่น ฉันหลับตาแล้วบอกกับตัวเองว่าพอเถอะ พอเสียที ได้เวลาแล้วสินะ ฉันเปิดมันออกก้าวถอยหลังกลั้นลมหายใจ แล้ววิ่งออกไปเท่าที่จะมีแรง เพื่อออกไปสัมผัสท้องฟ้านั่น ฉันสูดกลิ่นไอของท้องฟ้าอย่างสบายใจ ราวกับว่าฉันมีปีกพร้อมที่จะบิน มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าฉันกำลังบินอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ แล้วจู่ๆทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดิ่งลงไปสู่จุดเพียงจุดเดียว จุดที่ความตายจะค้นพบฉัน แรงดึงดูดยังคงทำหน้าที่ของมัน เสียงดังขึ้นและก้องอยู่ในหู ร่างกายบิดเบี้ยวกระตุกเกร็ง เลือดกระเซ็นออกและค่อยๆไหลล้นออกมาตามหลัง ดูราวกับกลีบกุหลาบกำลังค่อยๆผลิบานออกอย่างช้าๆ ในช่วงเวลาที่เจ็บปวดและแสนยาวนานนั้นเอง ฉันได้จุมพิตและสวมกอดความตายนั้น เฉกเช่นที่ฉันได้ให้ความรักเหล่านั้นแก่ชีวิต "ถ้าหากชีวิตเป็นเพียงการเดินทางเพื่อให้เราไปจบลงยังท่าแห่งความตาย" "และไม่มีอะไรคงทนอยู่ได้ ก็คงมีเพียงความรักที่ฉันอยากให้มันอยู่ได้ตลอดไป" ฉันได้แต่คิดก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลง "อาจมีเพียงบางคนได้ถูกขนานนามว่าคือยอดแห่งศิลปิน" "แต่เราทุกคนต่างคือผลงานศิลปะของชีวิตและความตาย" "เรียบง่ายและสวยงาม ไม่มากหรือน้อยกว่านั้น" แด่เพื่อนผู้เกิดและตาย ... ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้งหนึ่ง June 25 I Dream About You~*
ฉันฝัน . . . ถึงเรื่องราว . . . มากมาย ฉันฝัน ฉันฝันถึงเธออีกแล้ว ฉันฝันถึงเธอเป็นครั้งที่เท่าไรกันนะ ทั้งที่ฉันแทบจะจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้อีกแล้ว ถ้อยคำที่เราเคยใช้โต้ตอบกันเป็นแบบไหน เราแทนตัวเองเวลาที่พูดกันว่ายังไง ช่วงเวลาที่เราเดินไปด้วยกัน เหมือนมันจะหายไป เพราะฉันจำเรื่องอะไรพวกนั้นไม่ได้เลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงได้ฝัน ฝันถึงเธออีกแล้ว ทำไมกัน ฉันอาจจะเข้าใกล้ เข้าใกล้เธอไปอีกนิดแล้วละมั้ง นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เจอกัน มันนานแค่ไหน เรามาได้ไกลแค่ไหนแล้ว และจะไปได้ไกลอีกเท่าไหร่ คงไม่มีใครรู้ และถึงยังไงฉันก็คงได้แต่ฝันถึงเธอเท่านั้น ฉันหวังว่าเธอจะมีชีวิตที่ดี หวังว่าเธอคงมีความสุขดี และหวังให้เธอนั้นได้นอนหลับฝันดี ไม่ว่าเมื่อไร ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน คืนนี้ฉันจะฝันและมองดูเธอหลับฝันดี . . . .ในฝัน . . . . . . . : Photo : "When I dream at night" 'Cause I only feel alive when I dream at night even though she's not real it's all right By Menoevil . . . June 16 Imaginary FriendsQ : ทำไมเด็กไทยถึงไม่มีเพื่อนในจินตนาการ ? A : เพราะเด็กไทยถูกสอนให้ไร้จินตนาการ May 23 Rainy Night~*
. . . เวลาจากวันนั้นเหมือนไม่เคยสิ้นสุด ระยะทางที่มีนั้นยังคงห่างไปเท่าเดิม . . . สายฝนยังคงตกอยู่ไม่เคยหยุด ในค่ำคืนที่ยามเช้าไม่เคยมาถึง . . . จดจำ ย้ำเตือน และลบเลือน วันเวลาเก่าๆ ด้วยความเหงา . . . นั่นแสงสว่างของวันใหม่ใช่ไหม หรือเป็นชั้นเองที่กำลังฝันไป . . . . . . Photo : Rain wallpaper By eltrenton111 . . . May 04 That time and day~*
เหล่าบุปผาสีหวานกำลังผลิบานและร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า หมุนควงไปไร้สมดุล ดูเนินนานราวกับไม่เคยเริ่มต้นและสิ้นสุด พร่างพรมให้ผืนดินเปลี่ยนแปลงสีสัน เหลือเพียงกิ่งใบที่ว่างเปล่า ลมหนาวถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและโดยหยาดฝนในไม่ช้า เมื่อฤดูร้อนนั้นได้จบลงและเธอได้เดินจากไป ความทรงจำได้กลายเป็นความฝัน ตั้งแต่ตอนนั้น ตั้งแต่วันนั้นเอง ชมพูพันธ์พร่างพราวผลิดอกดั่งทิพย์วิมาน ร่วงโรยสู่แดนดินแล้วสูญสิ้นดั่งฝันที่ไร้ตัวตน เช่นที่ไม่มีความงดงามใดคงอยู่ดั่งเดิมตลอดไป เพื่อให้ความงดงามเหล่านั้นคงอยู่เป็นนิรันดร์ April 26 Moon light~*
...... จันทร์ ฤดี อุ่น หวน
..... April 17 Temperature~*ช่วงไม่มีรู้จะอัพอะไรดี เบื่อเรื่องราวในบ้านเมืองกับอุณหภมิที่แสนร้อนในเดือนเมษา อยากจะบอกคนที่แบ่งสีกันแล้วบอกอีกสีผิดว่า คุณ คุณ คุณ และก็คุณเป็นคนทำให้บ้านเมืองเรามาถึงจุดนี้ได้ มันไม่ได้สำคัญว่าใครผิดหรอกนะ แต่ที่สำคัญคือเราจะอยู่ร่วมกันต่อไปยังไงมากกว่า เพิ่งเคยจะคิดว่าการที่คนไทยเคยลืมอะไรง่ายๆเป็นเรื่องดี ก็ตอนนี้แหละ แต่ก็ช่างเถอะเข้าเรื่องดีกว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโดยปกติของร่างกายของเราอยู่ที่ประมาณ 37 °C อาจจะมีขึ้นลงบ้างเล็กน้อย และร่างกายของเราต้องทำงานอย่างหนักที่จะคงอุณหภูมินี้ไว้ เพื่อให้ระบบต่างๆทำงานได้ปกติ การควบคุมอุณหภูมิร่างกายของเราอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใครเคยเห็นสารคดีเกี่ยวการนั่งสมาธิของลามะที่เนปาล หรือสารคดีเกี่ยวกับลามะสายธิเทตที่ฝึกการเพิ่มอุณหภมิของร่างกาย (ความจริงลามะชาวเนปาลที่พูดถึงก็เคยไปฝึกฝนจากสายธิเบตนี่แหละ) ก็จะรู้ว่าสามารถทำไม่ยากมาก ความจริงผมก็เคยลองมาก่อนจะได้ดูเรื่องพวกนี้แล้ว จะพูดให้ถูกต้องมันก็คือการเร่งกระบวนการ Metabolism ของร่างกายเหมือนกับตอนที่เราเป็นไข้ ใครมีสมาธิดีๆก็ทำได้ไม่ยาก(รึเปล่า) แต่ที่ยากก็คือการคุมอุณหภูมิให้คงที่ ถ้าไปใครไปลองทำแล้วลุกไหม้จากภายในอย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ -0- อาจารย์ทางสายอานาปานุสสติและสายธรรมกายได้บอกวิธีป้องกัน (ธรรมกายก็คืออานาปานุสสติอยู่ดี แล้วจะพิมพ์แยกทำไมนิ - -*) อาการที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายในตอนที่ทำกรรมฐานไว้ด้วย นั่นก็คือการกรอกตาเราขึ้นสูงภายในเปลือกตา โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดไว้ คิดว่าน่าจะเป็นการดึงสติกลับมาซะมาก แต่จากเหตุการณ์การจริงแล้วมันมากกว่านั้นอีกนิด ถ้าจะให้อธิบายอาการนี้ได้เข้าใจมากขึ้นอาจจะแทนด้วยคำว่า ธาตุไฟเข้าแทรก เพราะความจริงแล้วกำลังภายในของจีนนั้นก็มาจากอินเดีย จะว่าไปแล้วก็นับว่ากำลังภายในยกระดับ การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ไปอีกขั้น ด้วยการควบคุมพลังงานเหล่านั้นไปตามที่ต้องการ แถมประยุกต์กับการต่อสู้อีกต่างหาก ลองทำดูก็สนุกดีนะ แต่ว่าจะยากหน่อย เพราะอุณหภูมิของคนเราจะอยู่บริเวณกึ่งกลางของร่างกาย ตามแขนขามันอุณหภูมิต่ำกว่าเยอะขยับไปลำบาก แต่ก็ไม่รู้ว่าของต้นฉบับเค้าทำได้เวอร์เหมือนในหนังรึเปล่า แต่ที่เคยเห็นอาจารย์บู้ตึ๊งก็่ผลักคนกระเด็นไปล้มกลิ้งไกลประมาณ10กว่าก้าวเท่านั้นเอง ถึงสายบู้ตึ๊งจะไม่ได้มีรากฐานเหมือนกับสายเส้าหลิน ที่มาจากอินเดียจริงๆ แต่ก็คงคล้ายๆกัน แต่ที่เอาการเร่ง Metabolism มาใช้บ่อยๆตอนลดน้ำหนัก ตลกดีนะ ปกติผมกินตามสบายไม่ได้คุมอะไร พอ น.น. เวอร์มากเข้าก็จะลดที พ่อแม่เคยไปเที่ยวมาเลย์10กว่าวัน ผมควบคุมอาหารถึงขั้นกินกันตาย กับเร่งอุณหภูมิร่างกายไปในระดับหนึ่ง ส่วนที่ยากคือการทำให้อุณหภูมิคงที่อย่างนั้น พร้อมกับทำเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน ไม่รู้ว่าอะไรส่งผลมากกว่ากันนะ แต่ก็ลดได้ประมาณ10กว่าโล ใครอยากลองก็ลองได้นะ ถ้าเคยทำสมาธิิมาบ้างคงทำง่าย ตอนผมทำครั้งแรกก็แค่คิดว่าจะลองเร่งดูเท่านั้นเอง ถ้าไม่เคยอาจจะยากหน่อย กระบวนการจริงๆอาจจะซับซ้อน แต่การใช้ใจควบคุมนั้นมันง่ายดาย แค่นึกไปเท่านั้นมันก็ส่งผลแล้ว ให้ลองนึกภาพเทียนไว้ในหัวแต่ว่าเอามาไว้ภายในร่างกาย แล้วพยายามควบคุมมันให้คงที่ พอทำได้ก็นึกไฟที่มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ให้กรอกตาขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันนะ ขอย้ำอีกทีถ้าอยากลองทำ ช่วงต้นหน้าร้อนนี้ผมก็ลองทำกลับกันก็คือการลดอุณหภูมิร่างกายดู ลองลดดูมันก็เย็นจริงๆนะ แต่ดูเหมือนว่าการจิตนาการความอบอุ่นคงง่ายกว่า ส่วนใหญ่ที่คนเห็นและใช้ถึงเป็นการเร่งอุณหภูมิซะมาก เหมาะกับหน้าร้อนดีนะ ฮ่าๆ แต่ว่าก็มีอาการเหมือนกันนะถ้าคุมไม่อยู่ ลองปล่อยให้มันเป็นดูและ แต่ก็กันและแก้ได้ด้วยวิธีเดียวกัน ถ้าอยากลองก็จินตนาการน้ำแข็งเอาไว้ภายในหน้าอกก่อนก็ได้ แต่ความจริงแค่เอาให้ร่างกายเราอยู่ในอุณหภูมิปกติก็พอนะ ไม่ต้องถึงกับเย็นหรอก ความจริงผมว่าไปควบคุมมันมากมายก็ไม่ดีหรอกนะ ร่างกายมันปรับให้เข้ากับธรรมชาติมากที่สุดและ แต่ว่าก็เอาไปใช้ในเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิร่างกาย เพื่อให้มีชีวิตรอดได้นะ ที่ผมเอามาใช้มันคงไร้สาระไปหน่อยแต่ก็นะเอามาเล่นหน่อยคงไม่เป็นไร เล่าเรื่องไร้สาระมาอย่างยาว ก็ไม่รู้มันจะมีประโยชน์รึเปล่า ก็แค่เล่าให้ฟังไปงั้นแหละ ไม่มีเรื่องไรจะเ่ล่า ฮ่าๆๆๆๆ ไปแล้วจ้า มีอะไรสงสัยก็ถามได้ เพิ่ม Categoryใหม่ไว้ด้วยเลย *0* แหวกแนวไปรึเปล่า พอดีผมเห็นคนไทยควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้เดือดดาลใส่กันตลอด เหอะๆ April 06 Walk With Me For a While
รูปประกอบจาก http://thejavajive.com/blog/ March 26 That Curse
March 21 Would you wait ?
March 17 What time and day ?เวลาเปลี่ยน ฤดูผัน หมื่นพันล้านสิ่ง ไม่สำคัญอะไร หัวใจ ยังไร้จังหวะ ว่างเปล่า ไม่เคยหยุด ท้องฟ้า ไม่มีอยู่ แต่มั่นคง อย่างนั้นรึ สายลม พัดไป ไม่กลับหลัง ไม่เลย ฤดูร้อน ผ่านมา อีกครั้ง ใช่ไหม ความทรงจำ กลายเป็น ความฝัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ March 09 It'sภาพความฝัน สวยงาม ยังจดจำ หอมหวาน ไม่ลบ ลืมเลือน เสียงฝน สายลม แสงแดด ต้นไม้ ผลัดใบ หิมะ โปรยปราย ระยะทาง กับ วันเวลา ทุกอย่าง ต่างก็เป็น อย่างที่ มันเป็น ไม่เป็นไร ที่เธอ จะไม่รักฉัน ไม่เป็นไร ที่ฉัน จะไม่รักเธอ รักมัน ก็เป็น อย่างที่ รักเป็น เราต่าง ก็เป็น อย่างที่ เราเป็น มัน ไม่ เป็น ไร มีคนมาชอบดีไหม ก็ไม่รู้ คงดีกว่ามีคนเกลียดมั้ง แต่เบื่อเวลาที่เธออยู่กันหลายๆคน พวกเธอมักจะลืมตัวพูดอะไรๆ ที่ผมไม่ควรได้ยิน ไม่ดีเลย เป็นผู้หญิงนี่ก็ลำบากเนอะ บอกรักผู้ชายซักคนก็ยากเย็น ก็คุยกันได้ถึงจะดูเป็นคนเงียบๆ แต่จะให้ไปชอบอะไรกัน ในแบบนั้นก็คงยังไม่ได้ คนเราอยู่กันเฉยๆไม่ได้หรอ ทำไมต้องอยากมีใครซักคน ไปเรียนห้องเล็กต้องมีคนมาปลื้มทุกที คงใกล้ชิดกันมากเกินไปมั้ง ความจริงพวกเธอก็น่ารักดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่เท่านั้นเอง บางครั้งผมก็คิดถึงพวกเธอ คนเราชอบกันรักกันที่ตรงไหน จะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนที่ใช่ อาจจะสวย อาจจะน่ารัก อาจจะชอบ แต่ก็แล้วไง บางครั้งมันก็แค่ไม่ใช่ แล้วจะให้ทำยังไง เมื่ออะไรๆ ต่างก็เป็นอย่างที่มันเป็น March 08 Journey~*เล่าเรื่องเมื่อวันศุกร์ ตื่นมาตอน10โมงแบบงงๆ คงเพราะความร้อน นัดอาจารย์ไว้จะไปช่วยตรวจงาน แต่นอน6โมงเช้า = = กว่าจะทำโน้นทำนี่ ไปถึงก็บ่ายๆแวะโอนเงินอีก ซื้อสตอเบอรี่ปั่นมากินคลายร้อนก่อนเข้าห้องอาจารย์ เจอรุ่นพี่นั่งทำข้อสอบอยู่เลยแอบเข้าไปช่วยทำ อาจารย์เสร็จธุระนั่งคุยกันพักนึงก็บอกว่าไม่ว่าง จะไปงานน้องเอียวที่จุฬาฯกับภาคเค้า แล้วนัดมาทำไมนิ (ความจริงตัวเองมาสายเอง เหอะๆ) ก็เลยตัดสินใจไปงานธรรพวาทิตแบบงงๆ ก็ไม่คิดว่าจะได้ไป ก่อนออกก็เดินแวะไปอีกร้านซื้อกีวี่ปั่นมากินแก้ร้อนระหว่างเดินทาง ขึ้น 522 คนเยอะโคตร เจอหนุ่มน้อยอายุไม่ถึงขวบ เด็กน้อยร้องงอแง แต่ก็ไม่มีใครลุกให้นั่ง พ่อเด็กก็เลยนั่งแถวๆคนขับ เพื่อจะได้อุ้มได้ถนัด ลงรถที่อนุสาวรีย์ ลงมาเจอคนเยอะๆ ก็หลอนๆหลงๆ เป็นอาการเดิมๆ ของคนไม่ค่อยได้ไปไหน มันเป็นโรคเก่าเก็บสมัยเด็กๆ ที่กลัวสายตาผู้คน พอนั่งรถไฟฟ้ามาลงสยามก็พอเข้าใจ ว่ามันเป็นอาการจากการถือสันโดดมากเกินไป อาจเพราะความเป็นคนรับรู้อะไรดีเกินไป เวลามีอะไรเข้ามามากเกินไป มันทำให้ปวดหัว ความจริงก็ไม่ค่อยได้พาตัวเองไปไหนซักเท่าไร วันนี้ก็เดินทางมาแบบมึนๆ โดยที่จำไม่ได้ว่างานจัดตรงไหนอีกต่างหาก แต่ว่าเวลาเหลืออีกตั้งครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องรีบ ลองโทรไปถามคุณน้องเอียวก็ไม่รับสาย คงเตรียมตัวอยู่ เลยโทรถามคุณเพื่อนที่ร่ำเรียนอยู่ที่นี่ ทราบจุดหมายที่ต้องไป บอกตามตรงว่าเข้าใกล้จุฬาฯมากที่สุด ก็ตรงศูนย์หนังสือจุฬาฯฝั่งสยาม กะเคยไปตรงคณะสถาปัตย์ทีนึง วันนี้ก็เข้าไปศูนย์หนังสือ เดินตามที่เพื่อนบอกซึ่งดูเหมือนจะผิด เริ่มจากทันตฯตรงทางเข้าเลี้ยวซ้ายผ่านสัตว์แพทย์ ไม่เหมือนที่บอกมาเลยถามลุงยามทีนึง เดินต่อออกไปริมถนน เดินผ่านเตรียมอุดมฯ ถึงทางเข้าตรงอักษรฯ ถามพี่วินฯหาหอประชุมใหญ่ ตึกอักษรฯสวยดีอะ เดินทะลุตึกอักษรฯก็เจอหอประชุมใหญ่ ถึงราวๆหกโมงพอดี การแสดงดีเลย์นิดหน่อย ชอบคอนเซ็ปงานนะ ดีมากเลย อธิบายให้คนที่ไม่รู้เข้าใจด้วย ตอนงานจบว่าจะเข้าไปทักทายน้องเอียวซะหน่อย พอเห็นคนมีความสุขแล้วสบายใจก็เลยไม่ได้ไปทักทาย ยินดีด้วยนะจ้ะ นั่งดูต่ออีกซักพักก็เดินออกมา ใช้การคำนวณในหัวหาทางที่ใกล้ที่สุด แล้วเดินตรงข้ามกับตอนที่เข้ามา ผ่านศิลปศาสตร์กะถาปัดมั้งมืดๆมองไม่ค่อยเห็น ออกมาเดินเรียบริมรั้วไปขึ้นรถตู้ฝั่งตรงข้ามมาบุญครองกลับบ้าน ปวดสไปนอลคอร์ดมาก สงสัยจะเดินเยอะเกินไป เวลาไม่เร่งรีบอะไร ชอบเดินไปเรื่อยๆสบายใจดี แต่วันนี้เดินมากไป +.+ ลงงามวงศ์วานแวะกินรสหนึ่งลูกชิ้นปลา ที่ไม่เคยไปกินอีกนั่นแหละ ซัดไปสองชามเพราะตอนกลางวันกินแต่น้ำปั่น กลับบ้านมานั่งเล่นเกมส์ยันเช้า ดูเหมือนที่เล่ามาหาสาระไม่ได้เลย แต่ว่าลองสรุปมันซะหน่อย ไม่รู้ทางที่จะไปไม่เป็นไร หนทางยังมีให้เดินมากมาย แต่ถ้าหลงลืมจุดหมาย ไม่ว่าวันไหนก็คงไปไม่ถึง March 03 Rhythm~*ในความสงบเงียบ บางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ความอ่อนโยนโอบอุ้มสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไว้ ทุกอย่างค่อยๆไหลไปอย่างเชื่องช้า ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ทั้งหมดสงบนิ่ง เส้นตรงลากยาวไม่รู้จบ เส้นโค้งลากข้ามอ่อนเอน ตัดกันไขว้ซ้อนสลับยุ่งเหยิง ความสงบนิ่งที่วางตัวอย่างมีรูปแบบ กลับโกลาหลและเคลื่อนไหวไปไม่หยุด ลิ้มรส สัมผัส รับฟัง สูดดม เฝ้ามอง ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ความสงบนิ่งขยับไหว สีสรรแปรเปลี่ยนปรับสลับแสงเงา ค่อยดังฟังเงียบเปรียบเทียบเทียมทัน สวรรค์เคลื่อนดาราคล้อยลอยต่ำ ย่ำย่องจังหวะก้องทั่วแดนแสนทวีป February 28 Return Of The King
โดย Kang Zeng Bang มีกำหนดจบที่เล่ม 27 เท่านั้นเองครับ
|
|
|